|| 神崎 叡人 — Kanzaki Eito
|| Y.3 B | ■■■■ | 🇯🇵🇻🇳
DOC : https://docs.google.com/document/d/1ArH-atVa-uNYddpT5ROJI0jQyKuazWadTivqeFvyAr0/edit?usp=drivesdk
C0/RP DM24/7 📮 (ผปค.แอคทีฟช่วงเย็น-ดึก)
"ห้องB... ถ้าเป็นปี3ก็แสดงว่าเราจะได้อยู่ห้องเดียวกันใช่ไหมครับ ผมเองก็อยู่ปี3ห้องBด้วย"
เขาเบิกตากว้างอย่างมีความหวัง ก่อนจะกล่าว
“ถ้าได้อยู่ห้องเดียวกันจริงๆก็คงดีครับ อย่างน้อยก็คงไม่ต้องเริ่มจากศูนย์คนเดียว”
"ห้องB... ถ้าเป็นปี3ก็แสดงว่าเราจะได้อยู่ห้องเดียวกันใช่ไหมครับ ผมเองก็อยู่ปี3ห้องBด้วย"
เขาเบิกตากว้างอย่างมีความหวัง ก่อนจะกล่าว
“ถ้าได้อยู่ห้องเดียวกันจริงๆก็คงดีครับ อย่างน้อยก็คงไม่ต้องเริ่มจากศูนย์คนเดียว”
"ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำได้ยังไง คงจะเป็นพรสวรรค์ล่ะมั้ง ฮ่ะฮ่ะ ดีใจที่ชอบครับ"
เขาเอ่ยเสียงซื่อ พลางลูบหลังหัวเบาๆ ก็เรื่องใช้ฝีมือนี่เขาถนัดล่ะนะ แม้จะยังไม่ทราบที่มาก็ตาม
คำชมนั้นคงจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้าไปไม่มากก็น้อยเลย
"ว่าแต่.. คุณโยรุฮาระอยู่ปีไหนห้องไหนครับ"
"ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำได้ยังไง คงจะเป็นพรสวรรค์ล่ะมั้ง ฮ่ะฮ่ะ ดีใจที่ชอบครับ"
เขาเอ่ยเสียงซื่อ พลางลูบหลังหัวเบาๆ ก็เรื่องใช้ฝีมือนี่เขาถนัดล่ะนะ แม้จะยังไม่ทราบที่มาก็ตาม
คำชมนั้นคงจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทางใจจากเหตุการณ์ก่อนหน้าไปไม่มากก็น้อยเลย
"ว่าแต่.. คุณโยรุฮาระอยู่ปีไหนห้องไหนครับ"
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ทักทายมาก่อนแล้ว มีหรือที่เขาจะไม่ตอบโต้อะไรเลย
"คิดว่าที่นี่ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ไหม"
เขายืนอยู่ไม่ไกลจากอีกฝ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ได้สบตากันตรงๆ คำถามนั้นดูเหมือนจะเป็นคำถามลอยๆที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมามองกันตรงๆอีกครั้ง
"จำผมได้ไหมครับ ผมคนที่นั่งข้างๆคุณ"
ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้ทักทายมาก่อนแล้ว มีหรือที่เขาจะไม่ตอบโต้อะไรเลย
"คิดว่าที่นี่ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้ไหม"
เขายืนอยู่ไม่ไกลจากอีกฝ่ายมากนัก แต่ก็ไม่ได้สบตากันตรงๆ คำถามนั้นดูเหมือนจะเป็นคำถามลอยๆที่ไม่ได้ต้องการคำตอบ
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมามองกันตรงๆอีกครั้ง
"จำผมได้ไหมครับ ผมคนที่นั่งข้างๆคุณ"
“ถ้าวันหนึ่ง ภาพเหล่านั้นเป็นความทรงจำของเราจริงๆ ถ้ามันเริ่มทำให้รู้สึกเจ็บขึ้นมาจริงๆ คุณคิดว่าตัวเองจะรับมือยังไงเหรอครับ”
เขาถามเหมือนต้องการแนวทาง เอโตะไม่ได้มองหน้าเพื่อรอคำตอบ เพียงยืนอยู่ตรงนั้น เปิดพื้นที่ให้คำถามลอยค้าง
“ถ้าวันหนึ่ง ภาพเหล่านั้นเป็นความทรงจำของเราจริงๆ ถ้ามันเริ่มทำให้รู้สึกเจ็บขึ้นมาจริงๆ คุณคิดว่าตัวเองจะรับมือยังไงเหรอครับ”
เขาถามเหมือนต้องการแนวทาง เอโตะไม่ได้มองหน้าเพื่อรอคำตอบ เพียงยืนอยู่ตรงนั้น เปิดพื้นที่ให้คำถามลอยค้าง
"ก็จริงอย่างว่าครับ ได้เห็นภาพสุดท้ายของตัวเองก่อนตายนี่ ราวกับอยู่ในละครแหนะ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาเล็กน้อย
“ผมเองกลับมองแบบนั้นไม่ได้เลย ถึงจะอยากก็ตาม ไม่รู้ว่าเป็นของจริงไหม แต่เหมือนจะเผลอเชื่อไปแล้วน่ะครับ”
(+)
"ก็จริงอย่างว่าครับ ได้เห็นภาพสุดท้ายของตัวเองก่อนตายนี่ ราวกับอยู่ในละครแหนะ"
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมเผยความรู้สึกของตัวเองออกมาเล็กน้อย
“ผมเองกลับมองแบบนั้นไม่ได้เลย ถึงจะอยากก็ตาม ไม่รู้ว่าเป็นของจริงไหม แต่เหมือนจะเผลอเชื่อไปแล้วน่ะครับ”
(+)
เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นเพราะอะไรทำไมอีกฝ่ายถึงอยากให้เขาลงบันไดไปก่อน แต่ดูจากท่าทีแล้วก็เดาๆได้ว่าเธออาจจะกลัวการลงบันไดก็ได้
"จะจับแขนเสื้อผมระหว่างลงบันไดก็ได้นะครับ ผมไม่ถือ"
ว่าจบก็เดินลงบันไดให้ดูก่อนตามคำขอก่อนจะขึ้นบันไดอีกครั้งเพื่อมารับเธอ
เขาไม่รู้หรอกว่าเป็นเพราะอะไรทำไมอีกฝ่ายถึงอยากให้เขาลงบันไดไปก่อน แต่ดูจากท่าทีแล้วก็เดาๆได้ว่าเธออาจจะกลัวการลงบันไดก็ได้
"จะจับแขนเสื้อผมระหว่างลงบันไดก็ได้นะครับ ผมไม่ถือ"
ว่าจบก็เดินลงบันไดให้ดูก่อนตามคำขอก่อนจะขึ้นบันไดอีกครั้งเพื่อมารับเธอ
หากได้รู้จักกันมากกว่านี้ เขาอาจจะได้รู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายมากขึ้นก็ได้ สักวันความจริงก็คงจะเปิดเผยออกมาเอง
"จะว่าไปแล้ว คุณชื่ออะไรครับ เกือบลืมถามไปเลยแฮะ"
"ถ้าไม่รังเกียจ มาเป็นเพื่อนกับผมไหม"
หากได้รู้จักกันมากกว่านี้ เขาอาจจะได้รู้เกี่ยวกับอีกฝ่ายมากขึ้นก็ได้ สักวันความจริงก็คงจะเปิดเผยออกมาเอง
"จะว่าไปแล้ว คุณชื่ออะไรครับ เกือบลืมถามไปเลยแฮะ"
"ถ้าไม่รังเกียจ มาเป็นเพื่อนกับผมไหม"
เอโตะโฟกัสที่การสูญเสียมากกว่าความจริงว่าอีกฝ่ายโกหกหรือไม่ เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“ไม่ใช่ทุกคนจะพูดเรื่องแบบนั้นได้ง่ายๆ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ เจอเรื่องเลวร้ายแบบนั้นมา แต่ยังร่าเริงได้”
“ผมว่าไม่ใช่ใครก็ทำได้ง่ายๆหรอกครับ ผมเองก็อยากทำได้อย่างงั้นได้บ้างนะ”
เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เหมือนออกแนวอิจฉานิดๆ
(+)
เอโตะโฟกัสที่การสูญเสียมากกว่าความจริงว่าอีกฝ่ายโกหกหรือไม่ เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ
“ไม่ใช่ทุกคนจะพูดเรื่องแบบนั้นได้ง่ายๆ ขอบคุณที่เล่าให้ฟังนะครับ เจอเรื่องเลวร้ายแบบนั้นมา แต่ยังร่าเริงได้”
“ผมว่าไม่ใช่ใครก็ทำได้ง่ายๆหรอกครับ ผมเองก็อยากทำได้อย่างงั้นได้บ้างนะ”
เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เหมือนออกแนวอิจฉานิดๆ
(+)
“ครับ.. ทุกอย่างที่นี่ดูแปลก เรื่องหน้ากากก็ด้วย ผมกังวลเรื่องนั้นอยู่ ผมเลยแยกตัวมาเดินคิดๆดูว่าจะทำยังไงต่อดี“
”แต่ก็ดีใจที่ได้เพื่อนเพิ่มครับ ว่าแต่คุณโทคิฮะเป็นยังไงบ้างครับ“
“ครับ.. ทุกอย่างที่นี่ดูแปลก เรื่องหน้ากากก็ด้วย ผมกังวลเรื่องนั้นอยู่ ผมเลยแยกตัวมาเดินคิดๆดูว่าจะทำยังไงต่อดี“
”แต่ก็ดีใจที่ได้เพื่อนเพิ่มครับ ว่าแต่คุณโทคิฮะเป็นยังไงบ้างครับ“
“โรโดส— เอ่อ โรสุ…รอส”
ด้วยนิสัยติดเรียกนามสกุล เขาจึงพยายามจะออกเสียงชื่อที่ดูเหมือนภาษาต่างประเทศดู
“ขอโทษนะครับ ผมออกเสียงผิดสินะ”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย สีหน้าจริงจังแต่ไม่กดดัน
“ถ้าอย่างงั้น ขออนุญาตเรียกโทคิฮะนะครับ”
เขาลูบหลังคอเบาๆ ไม่ค่อยชินกับการเรียกคนเพิ่งรู้จักด้วยชื่อนัก
(+)
“โรโดส— เอ่อ โรสุ…รอส”
ด้วยนิสัยติดเรียกนามสกุล เขาจึงพยายามจะออกเสียงชื่อที่ดูเหมือนภาษาต่างประเทศดู
“ขอโทษนะครับ ผมออกเสียงผิดสินะ”
เขาเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย สีหน้าจริงจังแต่ไม่กดดัน
“ถ้าอย่างงั้น ขออนุญาตเรียกโทคิฮะนะครับ”
เขาลูบหลังคอเบาๆ ไม่ค่อยชินกับการเรียกคนเพิ่งรู้จักด้วยชื่อนัก
(+)
เขายังคงแอบกลุ้มใจกับเรื่องก่อนหน้านิดๆ แต่ก็ตัดสินใจเล่าออกไปโดยไร้ซึ่งความระแวง ไม่แม้แต่จะสงสัยอะไรในตัวอีกฝ่ายเลย
“ตอนปฐมนิเทศน่ะครับ ผมไม่กล้าลงลึกนัก แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบประหลาดๆกับเห็นภาพที่ไม่น่าเห็นครับ“
เอโตะหันไปทิศอื่น สายตาของเขาเหลือบมองมือที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ของตัวเอง ก่อนจะพูดต่อ
”คุณเจออะไรแบบนั้นมาเหมือนกันมั้ยครับ..“
เขายังคงแอบกลุ้มใจกับเรื่องก่อนหน้านิดๆ แต่ก็ตัดสินใจเล่าออกไปโดยไร้ซึ่งความระแวง ไม่แม้แต่จะสงสัยอะไรในตัวอีกฝ่ายเลย
“ตอนปฐมนิเทศน่ะครับ ผมไม่กล้าลงลึกนัก แต่ผมได้ยินเสียงกระซิบประหลาดๆกับเห็นภาพที่ไม่น่าเห็นครับ“
เอโตะหันไปทิศอื่น สายตาของเขาเหลือบมองมือที่เต็มไปด้วยรอยไหม้ของตัวเอง ก่อนจะพูดต่อ
”คุณเจออะไรแบบนั้นมาเหมือนกันมั้ยครับ..“
“เป็นไงบ้างครับ ถ้าไม่ชอบก็ให้ผมแก้เป็นทรงหางม้าตามที่คุณต้องการได้นะ”
เขาก้มตัวลงถามอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล แววตาดูภาคภูมิใจในผลงาน
“เป็นไงบ้างครับ ถ้าไม่ชอบก็ให้ผมแก้เป็นทรงหางม้าตามที่คุณต้องการได้นะ”
เขาก้มตัวลงถามอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล แววตาดูภาคภูมิใจในผลงาน
เอโตะใช้มือหยาบของเขาค่อยๆช้อนผมขึ้นมาถักอย่างเบามือ และระหว่างนั้นเขาก็พูดคุยไปด้วย แม้จะผ่านเรื่องเลวร้ายมา แต่เขากลับทำเหมือนไม่เป็นอะไรเลย
“ผม คันซากิ เอโตะ ครับ อยู่ปี3ห้องB ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณโยรุฮาระ”
”เรียบร้อยครับ“
(+)
เอโตะใช้มือหยาบของเขาค่อยๆช้อนผมขึ้นมาถักอย่างเบามือ และระหว่างนั้นเขาก็พูดคุยไปด้วย แม้จะผ่านเรื่องเลวร้ายมา แต่เขากลับทำเหมือนไม่เป็นอะไรเลย
“ผม คันซากิ เอโตะ ครับ อยู่ปี3ห้องB ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณโยรุฮาระ”
”เรียบร้อยครับ“
(+)
“อ่า.. ผมสบายดีขึ้นมากแล้วครับ“
ยังไม่ทันที่จะได้รู้จักอีกฝ่าย เขาก็ตอบรับคำขอมาก่อนแล้ว
“ได้ครับ คุณ..อยากได้ทรงไหนเป็นพิเศษไหมครับ รู้สึกเหมือนผมจะทำได้หลายทรงแฮะ”
พูดจบก็ก้าวไปด้านหลังพร้อมขอยางจากคนตรงหน้า
“จะว่าไป คุณเป็นไงบ้างครับ? สบายดีขึ้นเหมือนกันไหม”
“อ่า.. ผมสบายดีขึ้นมากแล้วครับ“
ยังไม่ทันที่จะได้รู้จักอีกฝ่าย เขาก็ตอบรับคำขอมาก่อนแล้ว
“ได้ครับ คุณ..อยากได้ทรงไหนเป็นพิเศษไหมครับ รู้สึกเหมือนผมจะทำได้หลายทรงแฮะ”
พูดจบก็ก้าวไปด้านหลังพร้อมขอยางจากคนตรงหน้า
“จะว่าไป คุณเป็นไงบ้างครับ? สบายดีขึ้นเหมือนกันไหม”
“ฮ่ะๆ ผมไม่กลัวมากหรอกครับ ไม่ต้องห่วง“
น่าแปลกใจที่เธอไม่ยิ้มเลย แต่เขากลับรู้สึกเหมือนว่ากำลังเห็นเธอมีความสุขอยู่
เอโตะเบิกตากว้างทันทีหลังจากที่อีกฝ่ายไม่รังเกียจที่จะมาเป็นเพื่อนเขา และเขาก็ตอบรับคำเชิญชวนอย่างไม่ลังเล
“แน่นอนครับ ไปกันเถอะ”
ระหว่างนี้เขาก็พยายามชวนอีกฝ่ายคุยด้วยทักษะมนุษย์สัมพันธ์ที่แทบจะติดลบของเขา—
“ฮ่ะๆ ผมไม่กลัวมากหรอกครับ ไม่ต้องห่วง“
น่าแปลกใจที่เธอไม่ยิ้มเลย แต่เขากลับรู้สึกเหมือนว่ากำลังเห็นเธอมีความสุขอยู่
เอโตะเบิกตากว้างทันทีหลังจากที่อีกฝ่ายไม่รังเกียจที่จะมาเป็นเพื่อนเขา และเขาก็ตอบรับคำเชิญชวนอย่างไม่ลังเล
“แน่นอนครับ ไปกันเถอะ”
ระหว่างนี้เขาก็พยายามชวนอีกฝ่ายคุยด้วยทักษะมนุษย์สัมพันธ์ที่แทบจะติดลบของเขา—
“สวัสดีครับ”
”ผม คันซากิ เอโตะ ครับ เรียกได้ตามสะดวก คุณชื่ออะไรครับ?“
นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่อีกฝ่ายเป็นคนเข้ามาทักก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน กว่าจะกล้าเดินเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่สักคน
“อื้ม.. พอดีผมว่าง เลยมาหาอะไรทำให้สงบใจอย่างการเดินเล่นน่ะครับ คุณก็มาสำรวจคนเดียวหรอ“
“สวัสดีครับ”
”ผม คันซากิ เอโตะ ครับ เรียกได้ตามสะดวก คุณชื่ออะไรครับ?“
นับว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อยที่อีกฝ่ายเป็นคนเข้ามาทักก่อน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องใช้เวลาทำใจอยู่นาน กว่าจะกล้าเดินเข้าไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่สักคน
“อื้ม.. พอดีผมว่าง เลยมาหาอะไรทำให้สงบใจอย่างการเดินเล่นน่ะครับ คุณก็มาสำรวจคนเดียวหรอ“
เอโตะถามออกไปทันที หลังจากเจอชายหนุ่มแปลกหน้าที่สวมกักคุรันเช่นเดียวกับเขาเข้ามาทัก
สำหรับเขาแล้ว ท่าทีของอีกฝ่ายดูค่อนข้างเป็นมิตร ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร เขาเลยตัดสินใจเป็นฝ่ายแนะนำตัวไปก่อน
“ผม คันซากิ เอโตะ ครับ ผมไม่เป็นไรนักหรอก“
เขามองมือที่อีกฝ่ายยื่นมาด้วยสีหน้างงๆราวกับไม่รู้ว่าเขาต้องทำอะไรต่อ
“?”
เอโตะถามออกไปทันที หลังจากเจอชายหนุ่มแปลกหน้าที่สวมกักคุรันเช่นเดียวกับเขาเข้ามาทัก
สำหรับเขาแล้ว ท่าทีของอีกฝ่ายดูค่อนข้างเป็นมิตร ไม่น่ามีพิษมีภัยอะไร เขาเลยตัดสินใจเป็นฝ่ายแนะนำตัวไปก่อน
“ผม คันซากิ เอโตะ ครับ ผมไม่เป็นไรนักหรอก“
เขามองมือที่อีกฝ่ายยื่นมาด้วยสีหน้างงๆราวกับไม่รู้ว่าเขาต้องทำอะไรต่อ
“?”
ขณะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ไม่นานนักสายตาของเขาก็ไปสบเข้ากับใครบางคนที่อยู่ไม่ไกลนัก เพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะละสายตาออกมา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ เปิดโอกาสให้ใครก็ตามจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นการพบกันครั้งแรกได้ตามใจเลือก
ขณะเดินสำรวจไปเรื่อยๆ ไม่นานนักสายตาของเขาก็ไปสบเข้ากับใครบางคนที่อยู่ไม่ไกลนัก เพียงชั่วครู่ก่อนที่เขาจะละสายตาออกมา บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ เปิดโอกาสให้ใครก็ตามจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นการพบกันครั้งแรกได้ตามใจเลือก
ทันใดนั้น ภาพปริศนาก็ผุดขึ้นในความคิด ร่างของเขานอนจมกองเลือด ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ และในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็เข้าใจว่า…ตนเองได้ตายไปแล้ว และนั่นคงเป็นที่มาของรอยแผลไหม้ทั่วทั้งแขนของเขา
(+)
ทันใดนั้น ภาพปริศนาก็ผุดขึ้นในความคิด ร่างของเขานอนจมกองเลือด ท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ และในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็เข้าใจว่า…ตนเองได้ตายไปแล้ว และนั่นคงเป็นที่มาของรอยแผลไหม้ทั่วทั้งแขนของเขา
(+)