noodle check in
banner
tadaima01.bsky.social
noodle check in
@tadaima01.bsky.social
Reposted by noodle check in
Song of the Soul 🍃

เสียงสะท้อนกังวานกึ่งก่องไปทั่วทิศ ปลุกชีพเหล่าวิญญาณฟื้นคืนขึ้นมาครั้ง !
เย้ายวน มัวหมอง ชวนพิศวงจากท่วงทำนองเสียงเพลงที่ดังขึ้น….
.
.
.
.
.
#conceptart #artwork #art #mabaji_roli #digitalart #sketch #procreate #drawing
#drawing
September 1, 2025 at 9:09 AM
Reposted by noodle check in
Cartoonist: Lectrr
August 21, 2025 at 7:39 PM
นัดเพื่อนเมื่อพร้อมจริง ... ประเด็นคือ เมื่อไหร่พ้มจะพร้อม
August 22, 2025 at 1:12 PM
Reposted by noodle check in
‘ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์’ เศรษฐกิจไทยโตไม่ได้ ไม่พัฒนา-ผูกขาด-ไม่เป็นประชาธิปไตย
‘ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์’ เศรษฐกิจไทยโตไม่ได้ ไม่พัฒนา-ผูกขาด-ไม่เป็นประชาธิปไตย admin666 Thu, 2025-08-07 - 21:52 กลุ่มเพื่อนนิธิจัดงาน ‘ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์’ ครบ 2 ปีการจากไปของ 'นิธิ' ปัญญาชนสาธารณะ งานปีแรกนี้ตั้งประเด็นต่อยอดจากงานเขียนชิ้นสำคัญ "ปากไก่และใบเรือ" เป็นการอ่านมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ของนิธิที่ศึกษาทุนนิยมไทยในช่วงต้นรัตนโกสินทร์โดย 'ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ' ก่อนเข้าสู่ช่วงเสวนาที่มี 'ธนาธร-บรรยง-สฤณี' แลกเปลี่ยนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันที่กำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ใช่แค่ปัจจัยภายนอกประเทศ แต่เจอกับปัญหาภายในทั้งเสถียรภาพทางการเมืองไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งการผลิตที่ไม่ถูกพัฒนาให้ทันโลก การผูกขาดของกลุ่มทุนที่เข้ามาครอบงำรัฐ จนทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เติบโต 7 ส.ค. 2568 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มีงานเสวนาครบรอบ 2 ปี การจากไปของ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ปัญญาชนสาธารณะ โดยกลุ่มเพื่อนนิธิและศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจึงจัดให้มี ‘ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์’ ขึ้นเป็นปีแรก โดยมุ่งหวังให้มีการจัดเป็นประจำทุกปี โดยในงานปีแรกนี้ประเด็นหลักที่ถูกพูดถึงในเวทีเป็นเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันผ่านงานชิ้นสำคัญของนิธิคือ "ปากไก่และใบเรือ" ช่วงแรกเป็นปาฐกถาในหัวข้อ ‘จากปากไก่และใบเรือ..เศรษฐกิจสยามส่งออกถึงสงครามเศรษฐกิจดิจิตอล’ โดย ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นองค์ปาฐก ที่กล่าวถึงงานเขียน 'ปากไก่และใบเรือ’ ที่รวมความเรียงวิเคราะห์เศรษฐกิจส่งออกของสยามในอดีตผ่านงานวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์  ทุนนิยมไทยเกิดตั้งแต่ก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่ทำให้เห็นภาพการประกอบธุรกิจของคนไทยในยุคนั้นได้ต่างจากนักเศรษฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยที่นิธิเห็นว่าเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ช่วงปลายอุยธยาและรัชกาลที่ 1-3 ซึ่งสร้างชนชั้นกระฎุมพีขึ้นในไทยก่อนที่ไทยจะมีสนธิสัญญาเบาว์ริงแต่ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นช่วงที่ไทยเข้าสู่ความเป็นทุนนิยม นอกจากนั้นในมุมของนิธิมองว่าเมื่อไทยเข้าสู่การส่งออกสิค้าและมองหาตลาดสำหรับสินค้าภายใน ได้กลายเป็นรายได้หลักของสยาม สยามไม่ใช่มาจากการเก็บส่วยจากแรงงานไพร่ทาส แต่การผลิตส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นเพื่อการส่งออกก็เกิดขึ้นจากแรงงานไพร่ทาสมากกว่าชนชั้นนำ ชนชั้นนำเพียงแต่เก็บภาษีหรือหัวคิวจากผลผลิตที่ส่งออกไปขายนอกประเทศ ธเนศกล่าวว่าในเรื่องนี้ นิธิมองถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเริ่มเกิดขึ้นจากปัจจัยภายในสยามและเริ่มจากศักดินาไม่ใช่มาจากอิทธิพลภายนอก ซึ่งทำให้เห็นภาพของเศรษฐกิจไทยก่อนที่ไทยจะมีสนธิสัญญาเบาว์ริงอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถให้ภาพเศรษฐกิจไทยก่อนมีสนธิสัญญาเบาว์ริงได้ซึ่งนิธิมองว่าเศรษฐกิจของไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์เป็นสิ่งที่ทำให้ไทยสามารถต่อสู้กับทุนนิยมที่เข้ามาจากภายนอกได้ และยังทำให้เห็นสังคมไทยที่เปลี่ยนจากยุคศักดินาเข้าสู่ทุนนิยมนั้นมีวิธีการผลิตแบบไหนที่ครอบงำสังคมอยู่และชนชั้นใดครอบครองอำนาจรัฐอยู่ที่จะกำหนดนโยบายภายในและภายนอกประเทศซึ่งก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าไทยเป็นอย่างไรในเวลานั้นเพราะเป็นเรื่องสำคัญว่าตกลงแล้วการเมืองของไทยจะเป็นอะไรกันแน่ระหว่างประชาธิปไตย หรือ ประชาธิปไตยกึ่งเผด็จการและเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในไทยด้วย เศรษฐกิจในระบอบอุปถัมป์เพื่อการผูกขาดของศักดินา อย่างไรก็ตาม ระบบเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นภายใต้ระบอบศักดินาที่สามารถปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้ แต่ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์กับประชาชนชนชั้นล่างเลยแต่เป็นประโยชน์กับแค่คนที่เข้ามาสวามิภักดิ์อย่างกลุ่มพ่อค้าและทำให้ระบบการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์กีดกันคนส่วนมากและทำให้กลายเป็นระบอบอุปถัมป์ในเวลาต่อมา ไม่ว่าธุรกิจการค้าจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบอย่างไรแต่จะจำกัดอยู่แค่กับคนชนชั้นสูงและพ่อที่เป็นพันธมิตรกันเท่านั้นทำให้ธุรกิจการค้าของไทยไม่เคยเป็นเสรี และทำให้ชนชั้นนายทุนไทยเกิดขึ้นมาได้ภายใต้ระบอบศักดินาและสยบยอมต่อศักดินา ต่างจากประเทศอื่นที่ชนชั้นนายทุนเกิดขึ้นภายนอกระบอบศักดินาและกลับมาล้มระบอบศักดินา และเมื่อตลาดไม่เป็นตลาดเสรีทำให้ทุนนิยมไทยไม่พัฒนาต่อไปด้วย นิธิยังเห็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยว่า ไม่เกิดชนชั้นช่างฝีมือที่เป็นคนไทยได้เหมือนในยุโรป นอกจากช่างที่ช่วยสร้างวัดกับวังแล้วกลับไม่พบว่ามีช่างไทยสร้างเครื่องมือหรือมีเทคนิกการผลิตแบบใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมรูปแบบอื่น ซึ่งต่างจากช่างงีมือในยุโรปที่ส่วนช่วยสร้างระบบการผลิตในทุนนิยมไม่ใช่เพียงแค่มีนายทุนหรือศักดินา แต่ช่างในไทยไม่เกิดขึ้นเพราะระบบไพร่ถูกเอามาใช้อย่างมาก นิธิยังมองว่าระบบตลาดเสรีหากเกิดขึ้นแล้วก็จะกระทบกับความเป็นอยู่ของชนชั้นนำ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงระบบไพร่จึงไม่ได้เปลี่ยนเพื่อโค่นล้มระบบแต่เพื่อทำให้เป็นประโยชน์กับชนชั้นนำมากขึ้น แม้ว่าระบบไพร่จะขาดประสิทธิภาพจนชนชั้นนำเปลี่ยนกฎเกณฑ์บางประการแต่ก็เป็นการเปลี่ยนเพื่อคงระบบไว้เท่านั้น และระบบทุนนิยมที่นำมาใช้ในช่วงต้นรัตนโกศินทร์มีลักษณะคล้ายกับระบบทุนเท่านั้น แต่ไม่ใช่ปัจจัยที่กำหนดพัฒนาการทุนนิยมหลังมีสนธิสัญญาเบาว์ริงและทำให้การผลิตและการค้าของไทยไม่ได้พัฒนาตามสมควร ธเนศกล่าวว่าข้อสรุปจากงานของนิธิในมุมของเขาคือการเข้าไปจัดการเปลี่ยนแปลงระบบแรงงานไพร่โดยการปลดปล่อยให้เป็นแรงงานอิสระ และชนชั้นนำของสยามยอมเปลี่ยนแปลงเป็นสมัยใหม่ก็มาจากภายนอกแต่การเปลี่ยนแปลงก็ยังคงทำเพื่อให้คงระบบผูกขาดไว้กับชนชั้นนำต่อไป ระบบเศรษฐกิจของไทยยังคงมุ่งแต่การค้าโดยไม่สนใจการผลิต แต่ในปัจจุบันหากยังไม่สามารถทำให้การผลิตพัฒนาด้วยตนเองก็ไม่สามารถแข่งขันได้ แต่นิธิก็ชี้ด้วยว่าหากไทยเปลี่ยนแปลงการผลิตได้จริงๆ ก็จะกระทบกับชนชั้นศักดินาของไทยด้วยทำให้การปฏิรูปใดๆ ทีเกิดขึ้นมีขึ้นเพื่อคงระบบเดิมไว้เท่านั้น “อนาคตของการเปลี่ยนผ่านและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองไทยให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของทุนโลกจะดำเนินไปได้อย่างไรเป็นคำถามแห่งศตวรรษ” ธเนศตั้งคำถามทิ้งท้าย   ภายหลังจบการปาฐกถาของธเนศ เข้าสู่ช่วงวงสนทนาฝ่าวิกฤต ‘เศรษฐกิจ-การเมือง ที่มีสมองและหัวใจ’ ร่วมสนทนาโดย บรรยง พงษ์พานิช, สฤณี อาชวานันทกุล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ดำเนินวงสนทนาโดย สมคิด พุทธศรี ไม่เกิดการพัฒนาการผลิตในอุตสาหกรรมไทย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ภายใต้เศรษฐกิจการเมืองไทยแบบที่เป็นอยู่เมื่อไปเวทีโลกไม่ได้ทำให้มีแต้มต่อแต่เป็นแต้มลบเมื่อต้องไปเจรจาธุรกิจ และคิดว่าไทยน่าจะฉกฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่ไทยก็ไม่สามารถทำได้ และด้วยสถานการณ์ของไทยในปัจจุบันที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เรามีนายกรัฐมนตรี 9 คน และ 4 ใน 9 คน ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมือง มีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ และมีการชุมนุมใหญ่หลายครั้ง รัฐประหาร 2 ครั้ง เลือกตั้งเป็นโมฆะ 2 ครั้งตัวเลขเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเราไม่สามารถหาข้อยุติทางการเมืองว่าประชาชนไทย 60 กว่าล้านคนจะอยู่ภายใต้กฎกติกาแบบไหนในการอยู่ร่วมกัน เมื่อไม่มีกติกาทำให้ฝ่ายการเมืองต่างๆ ไม่มีใครเอาเวลาและทรัพยากรของประเทศผลักดันประเทศไปข้างหน้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับถูกเอามาใช้เพื่อความได้เปรียบทางการเมืองของตัวเอง ซึ่งสะท้อนผ่านอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเองที่ลดลงเรื่อยๆ มาตั้งแต่ทศวรรษ 2530 จนตอนนี้เหลือเพียง 2 % ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วง 20 ปี คือประชากรสูงวัย ตอนนี้มีประชากรเกิดใหม่เพียง 400,000 กว่า คนเมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อนที่มีเด็กเกิดใหม่ปีละ 1,000,000 คน ทำให้เห็นว่าระบอบเศรษฐกิจที่ไม่มีสมองและไม่มีหัวใจแบบที่เป็นอยู๋ทำให้คนไม่สามารถสร้างครอบครัวที่มั่นคงการมีลูกเจอกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมากทำให้คนไม่อยากมีลูก แม้ว่าจะเห็นแนวโน้มของเด็กเกิดใหม่น้อยลงทั่วโลกแต่ไม่แย่เท่าของไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้ ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาได้ทำให้เศรษฐกิจการเมืองของไทยพัง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทางเศรษฐกิจ นิติรัฐนิติธรรม ระบบยุติธรรม เมื่อสังคมไม่เหลือความไว้เนื้อเชื่อใจกันสังคมก็เคลื่อนที่ไปไม่ได้ และทุกวันนี้คำตัดสินขององค์กรต่างๆ ก็ไม่มีใครยอมรับนับถืออีกแล้ว เราจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริงๆ ทั้งระบบการเมืองและเศรษฐกิจไม่เช่นนั้นคนรุ่นต่อไปจะยิ่งลำบาก และการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและการเมืองก็สามารถทำไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องเลือกว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ธนาธรชวนดูงบดุลของรัฐตลอด 20 ปีที่ผ่านมา (2548-2568) ใช้ไปแล้ว 53 ล้านล้านบาท แต่ไม่เห็นการพัฒนาเมื่อเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับประเทศอื่นๆ ในเอเชียอย่างเวียดนามหรืออินเดีย และการลงทุนด้วยจำนวนเงินขนาดนี้แต่ยังเติบโตช้าดอกเบี้ยของเงินกู้ที่เอามาลงทุนก็จะกินตัวเองไปทุกวัน เขายกตัวเลขเงินที่ต้องเอาไปจ่ายเป็นดอกเบี้ยของภาครัฐที่ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อนอยู่ที่ 7.1% และอีก 5 ปีข้างหน้าจะกลายเป็น 14% เท่ากับว่าศักยภาพในการลงทุนของภาครัฐจะน้อยลงเพราะเจอดอกเบี้ยจากเงินที่กู้มาลงทุนในอดีตแต่อัตราการเติบโตต่ำมาบดบังศักยภาพนี้ไป ธนาธรยังได้กล่าวถึงปัญหางบดุลของธุรกิจรายย่อยที่ตอนนี้ก็มีปัญหา และคนไทยก็ยังเจอกับปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเป็นประวัติการณ์และเห็นชัดมากว่าหลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 เป็นต้นมาก็ไม่ลดลงมาอีกเลย ธุรกิจส่วนที่ยังเห็นว่าแข็งแรงอยู่คือบริษัทขนาดใหญ่ที่งบดุลที่ยังแข็งแกร่งอยู่ แต่เอกชนขนาดใหญ่ของไทยก็ไม่ลงทุนในไทยแล้วแต่ไปลงทุนในต่างประเทศแทนเพราะไม่มีใครรู้สึกว่าประเทศไทยมีโอกาสน่าลงทุนและการลงทุนในไทยของบริษัทขนาดใหญ่ก็ลงทุนเพื่อทดแทนของเก่าเช่นเครื่องจักรหมดสภาพก็จัดซื้อใหม่หรือแต่ลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงานหรือเพิ่มกำลังการผลิตในไทยตอนนี้มีน้อยมาก ธนาธรเห็นว่าแม้จะความจำเป็นต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่สิ่งที่ต้องทำไปด้วยคือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจเพื่อให้แข่งขันกับโลกได้ สร้างงานที่ดีและมีคุณภาพให้กับคนรุ่นต่อไปซึ่งสำคัญมากกว่าแต่ไม่มีการทำในด้านนี้ไม่เกิดอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นในไทย เพราะย้อนไปดูการพัฒนาช่วงที่สำคัญเกิดขึ้นในปี 2520 ที่มีอุตสาหกรรมสิ่งทอเกิดขึ้นและอุตสาหกรรมพื้นฐานอย่างการผลิตเหล็กเกิดขึ้น และอีกครั้งในช่วงปี 2540 ที่เกิดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เกิดขึ้น แต่หลังจากนั้นมาไม่เกิดอุตสาหกรรมใหม่และมีห่วงโซ่อุปทานใหม่เกิดขึ้นอีกเลยในไทย การสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ หรือการมีขีดความสามารถใหม่ที่จะทำให้มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้เป็นเรื่องที่ใช้เวลาเป็น 10 ปีและต้องเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ถ้าไม่ลงทุนวันนี้ไม่มีทางสร้างสำเร็จ ธนาธรยกตัวอย่างแผนของกระทรวงอุตสาหกรรมในการพัฒนาระบบรางของไทยที่มีแผนจะต้องซื้อรถไฟสำหรับทั้งประเทศใช้เงินประมาณ 200,000 ล้านบาทจากจีนเท่ากับการไปสนับสนุนเอกชนจีน แต่ทางกระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่าการจะสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสหากรรมรถไฟของไทยใช้แค่ 8,000 ล้านบาท “อินโดนีเซียพัฒนาอุตสหากรรมหลังไทยสร้างรถไฟเองได้แล้ว อินเดียสร้างรถไฟแล้ว เวียดนามก็ทำแล้ว มีไทยประเทศเดียวที่ยังสร้างรถไฟเองไม่ได้” ธนาธรเห็นว่า การพัฒนาในด้านใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือการท่องเที่ยวจะต้องลงทุนในวันนี้ทั้งเรื่องการศึกษา คุณภาพชีวิตพื้นฐาน จนถึงเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้จะต้องถูกจัดสรรงบประมาณใหม่ที่ไม่ใช่ทำเพื่อความนิยมทางการเมืองในระยะสั้นซึ่งต้องเลิกทำ และต้องหันมาให้ความสำคัญในการวางพื้นฐานประเทศในระยะยาว เขายอมรับว่า ไม่มีใครแม้กระทั่งตัวเขาเองสามารถกู้ประเทศนี้ได้ภายในเวลา 3-5 ปีแน่นอนและต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปีถึงจะกู้ประเทศไทยกลับมาได้แม้จะเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ แม้กระทั่งการแก้ปัญหาทุจริตซื้อขายตำแหน่งก็ยังต้องเริ่มเปลี่ยนการเลื่อนตำแหน่งงานด้วยความรู้ความสามารถกันตั้งแต่วันนี้เพื่อให้ข้าราชการระดับล่างได้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเข้าหานายเพื่อให้ตัวเองเลื่อนขั้นซึ่งจะต้องใช้เวลาเพื่อให้เกิดวัฏจักรและวัฒนธรรมองค์กรใหม่ในภาครัฐ หัวหน้าคณะก้าวหน้าย้ำว่าเขายังเห็นความจำเป็นในการใช้งบประมาณภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าในระยะยาวคือการสร้างประเทศใหม่ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทยให้แข่งกับโลกได้ ฟื้นฟูนิติรัฐนิติธรรมในประเทศ สร้างประชาธิปไตยสร้างค่านิยมในการปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะต้องทำสิ่งเหล่านี้พร้อมกันถึงจะจะทำให้เกิดระบบเศรษฐฏิจที่มีสมองและหัวใจในระยะยาว ธนาธรยกคำของนิธิที่เคยเขียนเอาไว้ว่าสำหรับประเทศไทยเป็น “สังคมนิยมข้างบน ทุนนิยมข้างล่าง” เป็นการเป็นการอธิบายถึงระบบเศรษฐกิจของไทยปล่อยให้ประชาชนทั่วไปต้องแข่งขันกันเองโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ใครที่เก่งกว่าก็เป็นผู้ชนะ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเป็นทุนใหญ่รัฐกลับเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ เมื่อแข่งขันแพ้ก็ยังเข้าไปอุ้มเอาไว้ ซึ่งประโยคนี้ของนิธินี้เขามองว่าอธิบายระบบเศรษฐกิจการเมืองไทยที่เป็นอยู่ได้ดี ธนาธรกล่าวว่าไทยสามารถวางรากฐานทางเศรษฐกิจ โดยทำไปพร้อมกันทั้งในส่วนที่จะต้องวิ่งตามเทคโนโลยีการผลิดของประเทศอื่นให้ทันซึ่งทำได้ง่ายกว่า และส่วนที่ยากกว่าอย่างการพัฒนาการผลิตให้เกิดการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี โดยที่ส่วนแรกรัฐสามารถเข้าไปสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นได้ด้วยการลงทุนภาครัฐเช่นการทำให้มีระบบน้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศที่อาจจะต้องลงทุนต่อเนื่อง 8 ปีหรืออาจจะนานกว่านั้นแต่ใช้งบประมาณต่อปีเพียง 1 หมื่นล้านบาทและการทำให้น้ำประปาดื่มได้ยังทำให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศ 100% ซึ่งเป็นการเอาปัญหาสังคมมาทำให้เกิดอุปทานและใช้งบประมาณมาเป็นตัวนำให้เกิดการลงทุนจากเอกชน และทำให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา ส่วนที่สองที่จะทำให้เกิดการก้าวกระโดดในการผลิต เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเช่นในกรณีบริษัทผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวันอย่าง TSMC ก็ใช้เวลาในการพัฒนาการผลิตเป็นเวลานานถึง 20 ปีเพื่อสร้างให้บริษัทเป็นที่รู้จักขึ้นมา ส่วนนี้รัฐก็อาจจะลงทุนเข้าไปการวิจัยและพัฒนาการผลิต ปัญหาการผูกขาดทางเศรษฐกิจ สฤณี อาชวานันทกุล เฉพาะ 2 -3 ปีที่ผ่านมานักเศรษฐศาสตร์ของไทยเริ่มเปลี่ยนจากเรื่องการเติบโตทางเศรษฐฏิจกลับมาพูดเรื่องปัญหาเชิงโครงสร้างกันมากขึ้นและความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องปฏิรูปทางเศรษฐฏิจของไทย แม้กระทั่งสถาบันการเงินอย่างเกียรตินาคินที่ทำงานวิชาการที่ชี้ว่าความสามารถทางเศรษฐฏิจของไทยลดลงอย่างมากและยังเจอกับแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ทั้งในมุมของประเภทสินค้าที่ไทยผลิตและส่งออกได้ทุกวันนี้ยังเป็นที่ต้องการหรือไม่อย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์ การเจอกับภัยคุกคามที่เกิดกับอุตสาหกรรมที่กระทบกับสิ่งแวดล้อมน้อยลงซึ่งเป็นความท้าทาย ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่โลกเริ่มต้องการรถไฟฟ้าหรือรถ EV หรือแม้กระทั่งอุตหสากรรมเหล็กที่ตลาดต้องการเหล็กที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งก็ทำให้ผู้ผลิตไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัว ทั้งนี้เมื่อย้อนไปที่หัวข้อที่ตั้งมาสิ่งที่ปรากในงานของนิธิคือความสนใจในเรื่องการพัฒนาและทุนนิยมที่เข้ามา คนตัวเล็กตัวน้อยอยู่อย่างไรและการพัฒนาทำให้ชีวิตพวกเขาดีขึ้นจริงหรือไม่ นอกจากปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบแล้ว ปัจจัยภายในอย่างปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและการมีนิติสงคราม ส่งผลต่อการทำนโยบายทางเศรษฐกิจด้วย เพราะถ้ารัฐบาลมองว่าตัวเองไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองเพราะอาจจะเจอกับปัญหานิติสงครามหรือการมีข้อตกลงหรือดีลแล้วไม่เป็นไปตามดีล ก็จะยิ่งทำให้รัฐบาลอยากทำให้อะไรที่เห็นผลไวซึ่งไม่ใช่นโยบายเศรษฐกิจที่จะกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึงหรือได้รับการมีส่วนร่วมจากสังคมในการออกแบบนโยบาย สฤณียกตัวอย่างนโยบายลักษณะนี้ เช่น นโยบายแลนด์บริดจ์ หรือการตั้งศูนย์รวมการเงิน ซึ่งมีลักษณะการออกกฎหมายมารองรับโครงการเพื่อยกเว้นกฎหมายที่มีอยู่แล้วเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการอนุมัติและให้อำนาจคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาเป็นผู้พิจารณา เมื่อต้องการให้โครงการเดินหน้าได้เร็วก็จะทำให้ต้องเลือกว่ามีกลุ่มทุนไหนเข้ามาจะยิ่งซ้ำเติมการผูกขาดทางเศรษฐกิจมากขึ้น สฤณีเห็นว่า การดำเนินนโยบายลักษณะนี้เริ่มทำให้เห็นผลกระทบแล้วจากกรณีของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC ที่มีทั้งเรื่องขยะและปัญหาเรื่องกลุ่มทุนเทาที่เข้ามา และวิธีการนี้เมื่อจะนำไปใช้กับโครงเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้หรือ SEC ต่อซึ่งมีความแตกต่างกับกรณี EEC มากตรงที่อย่างน้อย EEC ยังถูกวางไว้แต่แรกแล้วว่าจะให้เป็นเขตอุตสาหกรรม แต่กรณีภาคใต้โครงการเช่นนี้กำจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่ตั้งเป้าให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและยังถูกขับเคลื่อนให้เป็นพื้นที่ชีวมณฑลระดับโลก ทำให้เห็นว่าการพัฒนาที่ต้องการจะให้เกิดขึ้นนั้นขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงซึ่งเป็นการไม่ให้คุณค่ากับคนเล็กคนน้อยหรือมูลค่ากับการพัฒนาที่จะเป็นประโยชน์กับคนพื้นที่ ที่จะทำให้มีคำถามตามมาว่าจะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ และจะทำให้เกิดการกระจุกตัวแค่ไหน ทั้งที่มีผลศึกษาออกมาแล้วว่าโครงการนี้จะไม่คุ้มทุน สฤณีกล่าวถึงเรื่องสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกับโลก แต่สิ่งที่ฉุดภาคเศรษฐกิจเอาไว้อย่างการผูกขาดที่ตอนนี้ลุกลามไปถึงการยึดรัฐแล้วจากปัญหารัฐธรรมนูญที่ทำให้คณะกรรมการในองค์กรอิสระถูกเลือกเข้ามาโดยคนกลุ่มเดียว คือในช่วงที่ผ่านมามีเปิดรับซื้อไฟฟ้าแล้วคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานก็มีมติให้รับซื้อไฟฟ้าด้วยการกำหนดราคาที่ทำให้รัฐจ่ายแพงกว่าราคาตลาด หรือในทางตรงกันข้าม กสทช.ที่ดูเรื่องโทรคมนาคมที่นอกจากจะถูกครหาจากกรณีปล่อยให้กิจการโทรคมนาคมควบรวมกันโดยที่ทำหน้าที่แค่รับทราบแล้ว ล่าสุดก็ กสทช.ยังมีกรณีเปิดประมูลคลื่นความถี่โทรศัพท์ที่กลับไปใช้ราคาเปิดประมูลตั้งต้นเป็นราคาเก่าที่เคยใช้เมื่อปี 2555 คือประมาณ 4,000 กว่าล้านซึ่งทำให้เอกชนจ่ายในราคาถูกแล้วรัฐก็ได้เงินกลับมาน้อย ไปจนถึงการกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าในอุตสหากรรมอาหาร สฤณีมองว่า กรณีลักษณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามกับองค์กรอิสระกันให้มากว่าถูกเอกชนยึดไปแล้วหรือไม่  เมื่อไม่ได้องค์กรไม่ได้ทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างชัดเจน และปัญหาการผูกขาดในธุรกิจสาธารณูปโภคบริโภคเหล่านี้ยังกระทบกับประชาชนวงกว้างเพราะไม่ใช้สินค้าที่มีผู้บริโภคที่มีเงินกลุ่มเล็กๆ บริโภคกัน และการยึดรัฐของธุรกิจรายใหญ่ที่ผูกขาดตลาดนี้ยังเป็นโซ่ที่ฉุดรั้งภาคธุรกิจรายย่อยของไทยให้แข่งขันไม่ได้ แม้ว่าเธอจะมองว่าสภาวะเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกเช่นในสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดีแสดงให้เห็นชัดเจนว่าชอบพอผู้ประกอบการรายใดเป็นการเฉพาะ แต่ในสหรัฐฯ ก็ยังคงเห็นกลไกถ่วงดุลย์อยู่บ้างเช่นการได้เห็นการฟ้องเป็นคดีที่ใช้เพื่อคานอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่สำหรับไทยก็มีคำถามว่าอะไรคือกลไกที่จะเข้ามาถ่วงดุลย์ได้ เพราะถ้ามองว่าศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายแต่ก็ต้องไปดูคำตัดสินด้วยเช่นกรณีที่เพิ่งมีคำพิพากษาจำคุก พิรงรอง รามสูตร กรรมการ กสทช.ไป ทำให้คนก็กลับมาตั้งคำถามกับศาลอีกเช่นกัน ตัวชี้วัดสถาบันต่างๆ ในสังคมไทยตกลงทุกด้าน บรรยง พงษ์พานิช กล่าวว่าเศรษฐกิจการเมืองแยกกันไม่ออก และปัญหาเชิงสถาบันมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ ประชาธิปไตยไม่จริงแค่เหมือนเป็น และคอรัปชั่นที่หนักขึ้นเรื่อยๆ ที่เปิดทางสะดวกให้ทุนใหญ่เข้าไปครอบคลุมในส่วนต่างๆ ไปจนถึงการกุมรัฐ ระบบการศึกษาล้มเหลว และสุดท้ายกระบวนการยุติธรรมที่ตกต่ำลง บรรยงยกข้อมูลอันดับในด้านต่างๆ ของไทยที่สถาบันวิจัยที่เป็นสากลจัดอันดับไว้ ทั้งด้านประชาธิปไตยที่สถาบันอย่าง International Institute for Democracy and Electoral Assistance(IDEA) จัดไว้ 114 และถอยลงมาเรื่อยและดัชนีมุมมองต่อการทุจริตที่ปัจจุบันอยู่อันดับ 108 จากที่เมื่อ 14 ปีที่แล้วเคยอยู่อันดับ 70 การศึกษาของไทยที่เห็นได้ว่าผลการสอบ PISA หรือดัชนีระดับการศึกษาที่ถดถอยลงเรื่อยๆ และนิติรัฐเคยอยู๋อันดับ 50 ของ World Justice Project (WJP) แต่ตอนนี้ลงเมื่อเหลืออันดับ 82 และหัวข้อนี้ IDEA จัดให้ไทยเหลืออยู่แค่อันดับ 118 จาก 170 ประเทศ “ทั้ง 5 อย่างนี้เป็นปัญหาเชิงสถาบันที่ไทยถดถอยลงทุกด้าน เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ระบบที่มีสมองและหัวใจทำงานไม่ได้” บรรยงกล่าวพร้อมอธิบายตัวเองว่า แม้เขาจะเชื่อในระบบทุนนิยมมากกว่าสังคมนิยมแต่ในระบบทุนนิยมก็มีหลายเฉดทั้งเฉดที่เป็นทุนนิยมที่ผูกกับการมีอุดมการณ์บางอย่างเช่นทุนนิยมในยุโรปที่มีรัฐสวัสดิการไปจนถึงเฉดที่เป็นทุนนิยมสามานย์ (crony capitalism) ซึ่งจะต้องหาทางถอดส่วนที่เป็นสามานย์ออกจากทุนนิยม บรรยงมองว่าสถานการณ์เศรษฐกิจตอนนี้ยังไม่ถึงกับใช้คำว่าพังได้แต่เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่มีความสามารถในการรับแรงกระแทกจากวิกฤติได้ เขายกตัวอย่างสภาพเศรษฐกิจไทยช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ และเมื่อพ้นวิกฤติแล้วก็ไม่สามารถกลับมาเติบโตได้เท่าเดิมก่อนเกิดโควิดเหมือนประเทศอื่นๆ และการฟื้นฟูกลับมาก็มีแค่เศรษฐกิจคนรวยส่วนบนของสังคมแต่เศรษฐกิจของคนชนชั้นล่างไม่ฟื้นกลับมาด้วย ซึ่งต่างจากตอนต้มยำกุ้งที่กระทบกับคนรวยแต่คนที่อยู่ในภาคการเกษตรได้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อน สินค้าส่งออกได้ประโยชน์เกิดการจ้างงานเต็มที่ แม้ว่าตอนนี้ธุรกิจใหญ่จะฟื้นตัวกลับมาได้แต่เมื่อเวลาผ่านไปธุรกิจรายใหญ่ก็เริ่มรู้สึกแล้วอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เหนื่อยหมด บรรยงกล่าวว่าจากมุมมองของเขาในฐานะมีความเชื่อแบบเสรีนิยมใหม่ที่มองว่ารัฐต้องเล็กมีเฉพาะที่จำเป็นเพราะรัฐที่เก่งและดีไม่มีในโลกนี้แต่ควรจะทำเฉพาะส่วนที่กลไกตลาดทำไม่ได้หรือคอยแทรกแซงกรณีกลไกตลาดทำงานไม่ดี เช่น หน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ แต่ในกรณีของไทยแม้กระทั่งหน่วยงานกำกับดูแลก็เอื้อทุนใหญ่ หรือถ้าเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลกิจการที่เล็กลงมา อย่างกรมการขนส่งก็ไม่ปรับค่าโดยสารเริ่มต้นของแท็กซี่ยังคงเอาไว้ที่ 35 บาทมา 30 ปีแล้วซึ่งทำให้กลไกตลาดทำงานไม่ได้ ทั้งที่จุดประสงค์ดังเดิมของการติดมิเตอร์ให้แท็กซี่ก็เพื่อทำให้กลไกตลาดทำงานได้ บรรยงชี้ว่าเป็นปัญหาเหล่านี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นอย่างประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง เขายกตัวอย่างตัวชี้วัดความเป็นประชาธิปไตยที่สถาบันต่างๆ ใช้ทำสำรวจการมีประชาธิปไตยยังประกอบไปด้วยการมีส่วนร่วม สิทธิ หรือนิติรัฐร่วมด้วย ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่ได้แย่ที่สุดในทุกด้าน แต่ก็ไม่ได้ดีในซักด้านด้วยเช่นกันและแย่ลงเรื่อยๆ แต่เขาก็เห็นว่ายังมีเรื่องที่มั่นใจว่าแก้ไขได้อยู่เหมือนกัน “เรามักพูดถึงเจตจำนงทางการเมือง เจตจำนงทางการเมืองในมุมของผมต้องมาจากฉันทามติจากประชาชน และฉันทามติของประชาชนมาจากความรู้ของประชาชน และมาได้จาก 3 ส่วนคือ NGO Think Tank และสื่อ” บรรยงมองว่าสำหรับไทย NGO ค่อนข้างอ่อนแอและไม่มีทรัพยากร ส่วน Think Tank ก็ยังมีน้อยมากและที่มีอยู่ก็ไม่ค่อยมีการคานกัน แต่ที่เขาเห็นว่าดีมากก็คือพัฒนาการขอสื่อมวลชนที่ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีทำลายการผูกขาดของกลุ่มองค์กรสื่อเดิมที่มีอยู่เพียงไม่กี่เจ้าทำให้เกิดสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้นมากทำให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาขึ้นมา และดีที่ทำให้ประชาชนมีความเข้าใจเรื่องต่างๆ มากขึ้นและทำให้ประชาชนมีเจตจำนงทางการเมือง * ข่าว * เศรษฐกิจ * นิธิ เอียวศรีวงศ์ * ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ * สฤณี อาชวานันทกุล * บรรยง พงษ์พานิช
dlvr.it
August 7, 2025 at 3:25 PM
Reposted by noodle check in
ครบ 2 สัปดาห์หลังจากวันปะทะแล้ว

การประชุมเจรจาดูไปในทิศทางที่ดี (และกุว่ามันคงตีกันต่อไม่ไหวแล้วทั้งคู่ เสดกิจกำลังพัง สองประเทศนี้dependกันมากเกินไป หลังปะทะปาหี่จบก็ต้องหาทางเข้าหน้ากันเหมือนเดิมเพื่อไม่ให้ถังแตก)

เรซิสต์และชาตินิยมยังเยอะเหมือนเดิม แต่สายสันติภาพเริ่มกล้าออกมาพูดมากขึ้นด้วย

ตอนนี้ก็เริ่มจะเลิกร้องไห้ทุกวันได้แล้ว
มีความหวังมากขึ้น
August 8, 2025 at 3:11 AM
น้องเล็กพี่ใหญ่เกิดวันเดียวเดือนเดียวกันเลยอว่อวว แฮปปี้ๆและเติบโตไปด้วยกันเรื่อยๆเลยนะ
August 8, 2025 at 1:31 AM
อิเชี่ยย BAZZAR ปล่อยทีเซอร์มาแล้ววววว
August 5, 2025 at 4:43 AM
ถ้าฉันตาย น้องแมวตะหม่ำลูกตาฉันไหมนะ ? ชื่อโคตรน่ารัก
August 5, 2025 at 4:38 AM
Reposted by noodle check in
“วิธีคิดแบบเวทนานิยม คือเรามองเขาว่าด้อย ในนามของความดี เราคิดว่าเราช่วยเขา แต่จริงๆ มันคือกระบวนการที่เราไปจัดความสัมพันธ์มันไปกดทับเขา... อคติที่แฝงอยู่ในวิธีคิดแบบเวทนานิยม มันเป็นตัวผลิตซ้ำอคติที่แก้ยากที่สุด แนบเนียนที่สุด และบ่อยครั้งก็ถูกตั้งคำถามน้อยที่สุด”

section09.thaihealth.or.th/2023/02/21/k...
นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ : เวทนานิยม “อคติของผู้ประเสริฐที่มองคนว่าด้อยกว่า ในนามของความดี” - นับเราด้วยคน
“วิธีคิดแบบเวทนานิยม คือเรามองเขาว่าด้อย ในนามของความดี เราคิดว่าเราช่วยเขา แต่จริงๆ มันคือกระบวนการที่เราไปจัดความสัมพันธ์มันไปกดทับเขา” นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ...
section09.thaihealth.or.th
August 3, 2025 at 3:29 PM
Reposted by noodle check in
รอดได้ขอเพียงมีโทสับ

แต่โทสับก็ดันอยู่ในรถ🤣
กุญแจรถอยู่ในบ้านแต่กุญแจบ้านดันอยู่ในรถถถถ จะไปไหนไม่ได้ทั้งหมดเข้ารถเข้าบ้านม่ายด้ายยยยยย
August 2, 2025 at 3:03 PM
มาเจอยัยคนนี้ คือเจ็บแทบจะทุกวัน 😂😅 แต่ก็บอกกับตัวเองว่า จะขอซัพอย่างนี้ไปเรื่อยๆ รอจนยัยมีผลงานใหม่ รอจนยับโกอินเตอร์ที่ไม่ใช่แค่อิจีรแผ่นดินใหญ่ จะรอส่งให้ถึงที่สุด ไม่อยากให้หายไปจากการแสดงเลยจริงๆ เพราะโคตรมีของอ่ะคนนี้
August 2, 2025 at 5:24 PM
Reposted by noodle check in
ถนนขึ้นชื่อเรื่องซีฟู้ด

เจริญกุ้ง
June 17, 2025 at 7:17 PM
Reposted by noodle check in
ถนนกินไปเดินไป

ลาบนำเดิน
ถนนมีกลิ่นตุๆ

สุขาที่บ้าน
ถนนสื่อ

ข่าวสาร
June 17, 2025 at 7:23 PM
Reposted by noodle check in
ถนนที่พระเทศน์ยอดเยี่ยม

พุทธมงลง
ถนนที่ตำรวจเสี่ยงชีวิตมาก

วิ่งทำคดียังขิต
ถนนยุค 90

กันตนาพี่เสก
June 17, 2025 at 7:38 PM
Reposted by noodle check in
อยากให้มีหนังที่บทพูดเต็มไปด้วย "มันไม่ใช่อะกิ๊ฟ" "อีคำแก้วมันเป็นงู" "นี่น่ะเหรอนพนภา" "โอ้จอร์จมันยอดมาก" "ต้นรถเป็นไรอะ" "เอ๋วิ่งดิเอ๋" "คุณหลอกดาว" ทั้งที่ในเรื่องไม่มีใครชื่อตรงตามนี้เลย แล้วชื่อเรื่องว่า who are all these people
June 17, 2025 at 4:41 PM
อยากกรีดร้องกับเพื่อนเรื่องยัยบูมจังโว้ยยย
June 18, 2025 at 2:16 AM
Reposted by noodle check in
เคยมีครั้งนึงเราทวิตว่าไม่เห็นคนในวงการบันเทิงออกมาพูดเรื่องตากใบเลย (เพราะไม่ได้ฟอล) มีคนออกมาบอกว่าเนไง แชร์ทุกประเด็น มีคนในวงการเมนชั่นมาบอกว่าก็มีนะคะ สรุปมีแต่คนเดิมๆ เน เอม นนท์ เฌอเอม ดาราในกระแส คู่จิ้นดังๆไม่มีซักคน คือใครๆก็รู้ว่ามันอิมแพคถ้าดาราช่วยส่งเสียง แต่ชั้นก็ยังโดนด่า

แล้ว no war รอบนี้ เนก็แชร์ไปอีกแล้ว แต่คนอื่นจะกระเตื้องกี่โมงอะ
June 7, 2025 at 3:36 AM
Reposted by noodle check in
เราชอบ Star Trek เพราะ Star Trek บอกว่าสงครามไม่เคยเป็นคำตอบหรือวิธีการแก้ปัญหาใดๆ

ในทุกความขัดแย้งของ Star Trek มันจะจบลงด้วยการเจรจาแล้วแยกย้าย ผลของการเจรจาคือการต่อรองพูดคุยไม่ใหฟ้เกิดปัญหาในระยะยาวกับทุกฝ่าย ไม่ใช่การต่อรองผลประโยชน์เพื่อให้ฉันได้มากกว่า
June 7, 2025 at 8:08 AM
Reposted by noodle check in
ที่เหล่านักวิชาการปรามาสเอาไว้น่ะ ไม่ผิดเลย

เพราะถึงวันนี้และเมื่อพิจารณาความเล่นใหญ่ของกัมพูชาละนะ รัฐไทยยังไม่กล้าออก “แถลงการณ์ประณาม“ กัมพูชา ได้แค่ออกหนังสือพูดอ้อมไปมา ประหนึ่งว่าเกรงใจจุงเบยฮะ
June 7, 2025 at 6:44 AM
ถ้าเค้าดูดกัญชาในบ้านเค้า แต่กลิ่นลอยเข้าบ้านเรา .... เราทำไรได้บ้างวะ .... ทำจรัย 🙂
June 7, 2025 at 4:18 PM
Reposted by noodle check in
ช่วงนี้เห็นเปิดแผนเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ด้วยนี่นะ ชาวบ้านจะเป็นจะตายก็ยังคงขายสิ่งนี้ต่อไป

น่าเกลียดสุด คือ ภาพพื้นที่ของเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่เจนมาจากเอไอ ยำใหญ่ใส่สารพัดสุด ทำ feasibility study ก่อนเถอะ คุณพี่ ต่อให้ลอกสิงคโปร์โมเดลมา แต่พี่ไม่ทำ feasibility study ก่อนลงมือทำจริงอย่างเขา แล้วทำไปมั่วๆ ซั่วๆ กำไรที่คาดหวังมันจะไปในทางตรงข้ามเหอะ
June 7, 2025 at 9:51 AM
Reposted by noodle check in
ถ้าอัพเกรดจากการเป็นแพนิคเป็นเรือนิค จะมีความปลอดภัยขึ้น
June 7, 2025 at 10:23 AM
Reposted by noodle check in
Now and Then (Dark Tales of London modern Thai AU) #FaulknerandFaye

3. Everything Is Gonna Be Alright

ความต้องการในระดับที่แตกต่างของเราไม่ได้เกิดจากโรคหรือความผิดปกติใด ๆ ของร่างกายหรือจิตใจ แต่เป็นเพราะเรามีแรงดึงดูดทางเพศที่ไม่เท่ากัน

piyarak.readawrite.com/c/02dff4076a...
Now and Then (Dark Tales of London Modern Thai AU) - 3 Everything Is Gonna Be Alright: แนวทางเลือก
3 Everything Is Gonna Be Alright - ถ้าดาร์กเทลส์ออฟลอนดอนเกิดในประเทศไทย
piyarak.readawrite.com
June 7, 2025 at 3:16 PM
Reposted by noodle check in
เราเอง หมดหวังแล้วหมดหวังอีก ร้องไห้อยากตายหลายรอบ ใช่มันมีคนติดคุกแทบจะขังลืม มันมีคนที่เหนื่อยเรื่องการเมืองจนไม่อยากพูดแล้ว แต่หลังพรอพากานด้าต้นไม้50ปีมา ก็มียุคนี้ที่เราเล่นมุกเรื่องเจ้ากันได้เปิดเผย(ขึ้นมาหน่อยนึง) แต่งฟิคอิงกะสัดโบราณได้ สามารถบอกลงโซเชียลได้ว่าเจ้าร้องเพลงไม่เพราะ ถ้าไม่ใช่เพราะม็อบแฮรี่และ 10 ข้อนั้น อาจจะทำได้แค่คุยเรื่องโรงงานปลาป๋องเหมือนเดิม
June 7, 2025 at 7:18 AM