ประชาไท Prachatai.com
banner
prachatai.com
ประชาไท Prachatai.com
@prachatai.com
ผู้ก่อเหตุบุกโรงเรียนจับตัวประกันที่หาดใหญ่ มอบตัวแล้ว
ผู้ก่อเหตุบุกโรงเรียนจับตัวประกันที่หาดใหญ่ มอบตัวแล้ว auser15 Wed, 2026-02-11 - 19:31 ผู้ก่อเหตุยิงในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์และจับตัวประกันที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มอบตัวแล้ว หลังตำรวจนำกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ ภาพจาก: สวท.สงขลา กรมประชาสัมพันธ์ 11 กุมภาพันธ์ 2569  Thai PBS  และ สวท.สงขลา กรมประชาสัมพันธ์ รายงานตรงกันว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.45 น. เกิดเหตุยิงภายในโรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยช่วงแรกมีรายงานว่านักเรียนบางส่วนติดค้างอยู่ภายในพื้นที่ และมีครูรวมถึงนักเรียนถูกควบคุมตัวไว้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าปิดล้อมและควบคุมสถานการณ์ทันที กระทั่งเวลา 18.38 น. เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้สำเร็จ หลังปฏิบัติการเข้าระงับเหตุอย่างเข้มข้น ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง และสามารถช่วยเหลือครูและนักเรียนออกมาได้อย่างปลอดภัย เบื้องต้นมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย โดยทั้งสองรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา ขณะที่เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์อย่างละเอียด   ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณหน้าโรงเรียนและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้กีดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมเน้นย้ำให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานราชการหรือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้เท่านั้น * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ * หาดใหญ่ * สงขลา
dlvr.it
February 11, 2026 at 12:34 PM
กกต.เผยรับคำร้องนับคะแนนใหม่หลายพื้นที่ ยอดพุ่ง 113 เรื่อง
กกต.เผยรับคำร้องนับคะแนนใหม่หลายพื้นที่ ยอดพุ่ง 113 เรื่อง auser15 Wed, 2026-02-11 - 18:00 กกต.แถลงความคืบหน้า เผยรับคำร้องนับคะแนนใหม่หลายพื้นที่ ยอดพุ่ง 113 เรื่อง สั่งไต่สวนแล้ว 39 คดี ระบุตัวเลขบนเว็บไซต์เป็นผลไม่เป็นทางการ อาจมีความคลาดเคลื่อนจากการคีย์ข้อมูล และเป็นผล 95% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ตัวเลขจะชัดเจนเมื่อประกาศผลทางการ หลังผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต 11 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยนางสุทธดา คงเดชา ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนสอบสวน 1 ร่วมแถลงความคืบหน้าการจัดการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้ยื่นคำร้องขอให้นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต. ได้รับคำร้องจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องที่ขอให้ตรวจสอบและนับคะแนนใหม่แล้ว โดยจะรวบรวมข้อร้องเรียนทั้งหมดเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมายนอกจากนี้ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมชี้แจงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ กรณีมีข้อสงสัยหรือข้อร้องเรียน พร้อมเปิดช่องทางให้ยื่นคำร้องตามกระบวนการอย่างเป็นทางการ ในส่วนของการประกาศผลคะแนน ขณะนี้สำนักงาน กกต.จังหวัดได้ทยอยจัดทำและเผยแพร่ผลการนับคะแนนรายหน่วยผ่านเว็บไซต์ของแต่ละจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 33 เขตเลือกตั้ง ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามตรวจสอบได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีข้อร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สอบสวนข้อเท็จจริงและพบผู้ร้องเรียนแล้ว คาดว่าจะสรุปผลเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาภายในวันพรุ่งนี้ ทั้งนี้ กกต. ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกเรื่องร้องเรียนอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ด้านนางสุทธดา ได้ชี้แจงถึงความคืบหน้าการรับคำร้องเกี่ยวกับการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมืองว่า ผู้มีสิทธิสามารถยื่นคำร้องคัดค้านได้ตั้งแต่ขณะนี้ไปจนถึง 30 วันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ปัจจุบันมีผู้ยื่นคำร้องแล้ว 99 เรื่อง และเป็นกรณี “ความปรากฏ” ที่สำนักงานตรวจพบเพิ่มเติมอีก 14 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 113 เรื่อง โดยในจำนวนนี้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดและเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้สั่งรับคำร้องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนแล้ว 39 เรื่อง ทั้งนี้ การยื่นคำร้องต้องจัดทำเป็นหนังสือและยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ไม่สามารถแจ้งทางโทรศัพท์หรือส่งไปรษณีย์ได้ โดยต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งวันเวลา สถานะผู้ร้อง–ผู้ถูกร้อง และพฤติการณ์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น การซื้อเสียง การให้ทรัพย์สิน การหาเสียงหลอกลวง หรือเจ้าหน้าที่รัฐวางตัวไม่เป็นกลาง ในขั้นตอนการพิจารณา เจ้าหน้าที่จะตรวจความครบถ้วนของคำร้องภายใน 3 วัน หากเอกสารไม่สมบูรณ์จะให้แก้ไข ส่วนคำร้องที่ถูกต้องจะมีคำสั่งรับเรื่องและส่งให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดำเนินการ ซึ่งใช้ระยะเวลาไต่สวน 90 วัน ก่อนส่งความเห็นตามลำดับชั้นถึงส่วนกลาง และเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยต่อไป โดยภาพรวมกระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลาหลายช่วง รวมกว่า 6–8 เดือนตามขั้นตอนกฎหมาย สำหรับลักษณะข้อกล่าวหาที่พบมากที่สุด นางสุทธดา ระบุว่า เป็นความผิดตามมาตรา 73 เกี่ยวกับการซื้อเสียงหรือให้ประโยชน์เพื่อจูงใจ มี 31 เรื่อง และข้อหาการหาเสียงโดยหลอกลวงหรือทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมตามมาตรา 73 (5) มากที่สุด 68 เรื่อง ส่วนกรณีคำร้องเกี่ยวกับการนับคะแนนหรือรวมคะแนน ผู้ร้องต้องยื่นในระหว่างที่การนับคะแนนยังไม่แล้วเสร็จ หรือก่อนประกาศผลในหน่วยเลือกตั้ง หากยื่นภายหลังอาจเกินกำหนด แต่หากมีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ สำนักงานยังสามารถรับไว้พิจารณาในลักษณะ “ความปรากฏ” ได้เป็นรายกรณี ทั้งนี้ ไม่ใช่ทุกคำร้องจะนำไปสู่การสั่งนับคะแนนใหม่ ต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นสำคัญ นางสุทธดา ยังเตือนว่า การยื่นคำร้องต้องเป็นข้อเท็จจริง หากพบว่าเป็นการร้องเท็จหรือกลั่นแกล้งเพื่อให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองเสียหาย หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ผู้ร้องอาจมีความผิดและต้องรับโทษตามกฎหมายเช่นกัน พร้อมขอให้ประชาชนใช้สิทธิด้วยความสุจริต และส่งข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างเป็นธรรม ภายหลังการแถลงความคืบหน้าการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนในหลายประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ โดยว่าที่ ร.ต.ภาสกร ได้ชี้แจงกรณีที่มีกลุ่มผู้เรียกร้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักฐานที่นำมายื่นต่อ กกต. บางส่วนถูกตีตก เนื่องจากเป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน ไม่ใช่พยานบุคคลโดยตรงนั้น ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประมวลข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยการรับฟังพยานหลักฐานจะพิจารณาตามน้ำหนักและความน่าเชื่อถือเป็นรายกรณี ไม่ได้ตัดสินจากแหล่งที่มาเพียงอย่างเดียว ส่วนกรณีมีบุคคลเข้าไปในสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้ง รองเลขาธิการ กกต. อธิบายว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต หากมีการบุกรุก ล่วงละเมิด หรือทำให้ทรัพย์สินเสียหาย สามารถแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที สำหรับกรณีจังหวัดชลบุรี ที่มีข้อสงสัยเรื่องการขนย้ายหีบบัตรในช่วงค่ำคืน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่า เป็นขั้นตอนปกติ หลังเสร็จสิ้นการรวบรวมเอกสารและหีบบัตรจากหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาถึงช่วงเย็นก่อนเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่เก็บรักษาของสำนักงาน กกต.จังหวัด โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงดูแลความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ทำให้ถึงปลายทางในช่วงค่ำ ถือเป็นไปตามกระบวนการรักษาความปลอดภัย ขณะที่ข้อกังวลกรณีมีเจ้าหน้าที่เข้า–ออกสถานที่เก็บหีบบัตรในช่วงเช้ามืดนั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยืนยันว่า ทุกสถานที่เก็บรักษามีระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิด หากมีการกระทำที่ไม่เหมาะสมสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ และไม่มีบุคคลใดสามารถเปิดหรือยุ่งเกี่ยวกับหีบบัตรโดยพลการ นอกจากนี้ กรณีการจำหน่ายหีบบัตรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่า หีบบัตรดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์ที่ใช้ในการเลือกตั้ง สส. ของ กกต. โดยอาจเป็นอุปกรณ์ที่บริษัทผลิตเพื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นในอดีต อย่างไรก็ตาม สำนักงานกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการจำหน่ายดังกล่าวเข้าข่ายละเมิดหรือเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของทางราชการหรือไม่ ทั้งนี้ กกต. ย้ำว่าทุกขั้นตอนการจัดเก็บ ขนย้าย และรักษาหีบบัตร มีมาตรการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนต่อความโปร่งใสของกระบวนการเลือกตั้ง กรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่าพบการจำหน่ายหีบบัตรเลือกตั้งผ่านช่องทางออนไลน์ และประชาชนทั่วไปสามารถสั่งซื้อได้ อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ชี้แจงว่า หีบบัตรที่จำหน่ายทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้ในกระบวนการเลือกตั้งได้ เนื่องจากของ กกต. มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเฉพาะ เช่น สายรัดหีบบัตรที่มีรหัสควบคุม และระบบปิดผนึกช่องใส่บัตร พร้อมลายมือชื่อคณะกรรมการประจำหน่วย จึงไม่สามารถนำหีบจากภายนอกมาใช้แทนได้ ส่วนกรณีการนับคะแนนใหม่ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ที่มีรายงานว่าบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ กกต. เข้าร่วมขานและนับคะแนนนั้น ว่าที่ ร.ต.ภาสกร บอกว่า ขณะนี้สำนักงานอยู่ระหว่างรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบขั้นตอนทั้งหมด ว่ามีการปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาภายในสัปดาห์นี้ สำหรับข้อสงสัยเรื่องแบบขีดคะแนนที่บางเขตพิมพ์ชื่อและหมายเลขผู้สมัครไว้ล่วงหน้า ขณะที่บางพื้นที่ใช้การเขียนด้วยปากกา ว่าที่ ร.ต.ภาสกร อธิบายว่า ทั้งสองรูปแบบสามารถใช้ได้เหมือนกัน โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต บางพื้นที่เลือกพิมพ์ เพื่อความสะดวกและลดความผิดพลาด โดยเฉพาะเขตที่มีผู้สมัครหรือพรรคการเมืองจำนวนมาก ขณะที่ประเด็นตัวเลขผู้มาใช้สิทธิระหว่างระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อที่แตกต่างกัน ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ระบุว่า ตัวเลขบนเว็บไซต์เป็นเพียงการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากการคีย์ข้อมูล และเป็นผลเพียงประมาณ 95% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด ตัวเลขจะชัดเจนเมื่อมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการ หลังผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขต นอกจากนี้ยังถูกถามถึงแรงกดดันจากกลุ่มประชาชนที่มาชุมนุมบริเวณหน้า กกต. ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติ ขอให้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งหน่วยเลือกตั้งและพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ตรงจุด พร้อมแนะนำให้สอบถามสำนักงาน กกต.จังหวัด หรือกรุงเทพมหานคร เพื่อรับคำชี้แจงเบื้องต้นก่อนเข้าสู่กระบวนการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ * ข่าว * การเมือง * กกต. * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
February 11, 2026 at 11:04 AM
พิพากษาจำคุก 'ต้นไผ่' 30 ปี คดี ม.112 อีกคดี รวมโทษในสองคดีสูงถึง 50 ปี
พิพากษาจำคุก 'ต้นไผ่' 30 ปี คดี ม.112 อีกคดี รวมโทษในสองคดีสูงถึง 50 ปี auser15 Wed, 2026-02-11 - 16:16 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยศาลอาญาพิพากษาจำคุก “ต้นไผ่” 30 ปี คดี ม.112 อีกคดี รวมโทษในสองคดีสูงถึง 50 ปี เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของ พฤทธิกร สาระกุล หรือ “ต้นไผ่” อดีตพนักงานบริษัท วัย 43 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ “Guillotine Activists for Democracy” โพสต์เนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ รวมจำนวน 10 ข้อความ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 – มีนาคม 2565 ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี แม้ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลในวันนี้ โดยศาลให้เหตุผลว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้รับมอบอำนาจจำเลยฟังแล้ว จึงถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว สำหรับ ‘ต้นไผ่’ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดี ม.112 รวมทั้งหมด 2 คดี จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กและทวิตข้อความในทวิตเตอร์รวมทั้งหมด 20 ข้อความ แยกเป็นคดีละ 10 ข้อความ ซึ่งทั้งสองคดีมีเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ติดตามประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นผู้กล่าวหา โดยคดีแรก ศาลมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกรวม 30 ปี ก่อนลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุกรวม 20 ปี ทำให้เมื่อรวมโทษจำคุกในสองคดี ต้นไผ้ถูกศาลลงโทษจำคุกรวม 50 ปี นับได้ว่าเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ถูกลงโทษสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกรายหนึ่ง ย้อนดูในชั้นสืบพยาน – ทนายจำเลยตั้งข้อรังเกียจศาล  โต้แย้งการพิจารณาคดีมาตรา 112 ลับหลัง ไม่เป็นธรรม ส่วนคดีนี้ มี พ.ต.ท.แทน ไชยแสง เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ บก.ปอท. และได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2567 แต่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลังทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องไปในประเด็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 ที่อนุญาตให้ศาลพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ กรณีไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 หรือไม่ คดีนี้ในชั้นสืบพยาน ได้มีการสืบพยานลับหลังจำเลย โดยทนายจำเลย (อานนท์ นำภา) ได้ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและตั้งข้อรังเกียจศาล สืบเนื่องจากการที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนทนายความและให้สืบพยานลับหลังจำเลยต่อไป อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ โดยทนายจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่ง 4 ข้อ ดังนี้ * ขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดี ไม่สืบพยานลับหลังจำเลย อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง * ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี รอจนกว่าจะมีตัวจำเลยมาพิจารณาคดี และให้ถอน อานนท์ นำภา ออกจากการเป็นทนายจำเลย * ขอให้ส่งสำนวนคดีไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เพื่อเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา เนื่องจากหากพิจารณาคดีต่อไปย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมแก่จำเลย * ขอให้ส่งสำนวนไปคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณาการทำคำสั่งขององค์คณะที่ทำคำสั่งคำร้องในคดีนี้ว่า ผิดต่อกฎหมาย ต่อรัฐธรรมนูญ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการหรือไม่ นอกจากนี้ หลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ได้มีการยื่นคำร้องโต้แย้งการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่ไม่เป็นธรรม ระบุว่า ทนายความจำเลยยื่นคำร้องหลายฉบับเพื่อโต้แย้งกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทนายความจำเลยเห็นว่ามีหลายขั้นตอนที่ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติและไม่ยุติธรรมในคดีมาตรา 112 สรุปได้ดังนี้ * เดิมคดีนี้ศาลมีคำสั่งไม่ให้ทนายความทำหน้าที่ทนายความโดยอ้างว่าทนายเป็นผู้ต้องขัง แต่งกายไม่สุภาพ และทราบจากนายประกันว่าจำเลยไม่มาศาล ศาลจึงให้ทนายทำหน้าที่เพื่อจะได้พิจารณาลับหลังจำเลย โดยทนายจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2566 ทำให้จำเลยและทนายจำเลยไม่สามารถปรึกษาเตรียมต่อสู้คดีได้ * ทนายจำเลยขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาพิจารณาต่อหน้าเสียก่อน ศาลยกคำร้อง โดยให้พิจารณาคดีลับหลังต่อไป * ต่อมา วันที่ 15 ต.ค. 2567 จำเลยยื่นถอนทนายและขอให้จำหน่ายคดี และยื่นอีกครั้งในวันนี้ ศาลยกคำร้องโดยให้สืบพยานโดยไม่มีตัวจำเลยต่อไป * และระหว่างสืบพยาน โจทก์ขอเลื่อนสืบพยานโดยพนักงานสอบสวนติดภารกิจ ศาลสอบถามแล้วสามารถมาได้ในเดือนกรกฎาคม 2568 ทนายความจำเลยเห็นพ้องด้วยเพราะเห็นว่าการสอบสวนไม่ชอบ ควรนำตัวพนักงานสอบสวนมาเบิกความ ศาลกลับไม่ให้เลื่อนโดยเห็นว่านานไป ทำให้คดีจบการพิจารณา ทนายความจำเลยเห็นว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดส่อไปในทางไม่ยุติธรรมและรวบรัด ตัดตอน เพื่อให้คดียุติ โดยไม่เปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะการไม่มีตัวจำเลยและขังทนายจำเลยทำให้คำสั่งศาลไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลสูงได้ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่อาจเรียกว่า “กระบวนยุติธรรม” ได้ จึงแถลงคัดค้านให้เห็นปรากฏในสำนวน ส่วนที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ในนัดพร้อมคดี ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ขัดต่อหลักการให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง” ศาลอาญาจึงได้กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อมา ศาลสั่งจำคุก “ต้นไผ่” เห็นว่า พยานโจทก์มีความน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ จำคุก 30 ปี รวมโทษทั้งสองคดี รวม 50 ปี ณ ห้องพิจารณาคดี 907 เวลา 10.00 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีนี้ลับหลังจำเลย โดยสรุปเห็นว่าพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งแนวทางการต่อสู้ของจำเลยที่มีการแถลงว่าตนไม่ใช่เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ และไม่ได้นำข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น นอกจากจะขัดกับพยานหลักฐานโจทก์ที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยก็หาได้นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนความน่าเชื่อถือที่เป็นข้อสำคัญอันอาจทำให้จำเลยพ้นผิดได้ หากข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นเรื่องจริง จำเลยย่อมต้องให้การหรือแสดงให้ปรากฎตั้งแต่เจ้าพนักงานเข้าจับกุม ตรวจค้น และในขณะได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏตามที่จำเลยต่อสู้ ข้อต่อสู้ตามแนวทางต่อสู้คดีของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า จำเลยนำเข้ารูปภาพและข้อความลงในทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะเป็นข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ ประกอบกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ คมสัน โพธิ์คง, ทวี สุรฤทธิกุล, ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ได้ให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนว่าข้อความตามฟ้องทั้ง 10 ข้อความนั้น มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งให้ร้ายถึงพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และเป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทลงโทษหนักที่สุดจำคุกกระทงละ 3 ปี 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี และให้ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีแรกที่มีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ หากรวมโทษทั้งสองคดีของต้นไผ่ จะมีโทษจำคุกรวม 50 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้ถูกลงโทษในคดีมาตรา 112 สูงที่สุดอีกรายหนึ่ง โดยมีอัตราโทษจำคุกรวมเท่ากับกรณีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งถูกพิพากษาข้อหามาตรา 112 รวมกันในสามคดี เป็นโทษจำคุก 50 ปี (กรณีของบัสบาสถูกบวกโทษจำคุกในคดีส่วนตัวที่ศาลเคยให้รอลงอาญาไว้อีก 6 เดือน รวมเป็น 50 ปี 6 เดือน แต่คดีของบัสบาสยังไม่สิ้นสุดลงทั้งหมด) ทำให้เท่าที่ทราบข้อมูล ทั้งสองกรณีนี้นับได้ว่าเป็นผู้ถูกลงโทษจำคุกด้วยข้อหามาตรา 112 ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ * ข่าว * การเมือง * สิทธิมนุษยชน * ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน * ม.112 * กระบวนการยุติธรรม * ต้นไผ่ * พฤทธิกร สาระกุล
dlvr.it
February 11, 2026 at 9:21 AM
รวมปรากฏการณ์ 'พลเมืองไฝว้' ชุมนุมขอ กกต.นับคะแนนใหม่ที่ไหนบ้าง?
รวมปรากฏการณ์ 'พลเมืองไฝว้' ชุมนุมขอ กกต.นับคะแนนใหม่ที่ไหนบ้าง? รายงาน : อันนา หล่อวัฒนตระกูล อินโฟกราฟิค : ชินธิป เอกก้านตรง XmasUser Wed, 2026-02-11 - 12:54 ปรากฎการณ์ #นับใหม่ทั้งประเทศ เมื่อประชาชนเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่หลังพบความผิดปกติในหน่วยเลือกตั้ง ภาพรวมการชุมนุมเรียกร้องให้ กกต.นับคะแนนใหม่ ประชาชนในหลายจังหวัดชุมนุมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ หลังพบความผิดปกติในกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้งสส. ในขณะที่แฮชแทค #นับใหม่ทั้งประเทศ และ #ชลบุรีเขต1 ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศเพื่อความโปร่งใส หลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 ก.พ.) มีประชาชนในหลายจังหวัดออกมาชุมนุมเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นับคะแนนใหม่เนื่องจากพบความผิดปกติระหว่างกระบวนการนับคะแนน เริ่มจากที่เขตเลือกตั้งที่ 7 ของจังหวัดปทุมธานี ประชาชนและนักศึกษาหลักร้อยคนปักหลักชุมนุมที่ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อ. ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) จนถึงช่วงเช้าของวันจันทร์ (9 ก.พ.) เนื่องจากมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่กรรมการประจำหน่วย (กปน.) ไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์การนับคะแนน โดยตัวแทนนักศึกษาที่พยายามเข้าไปสังเกตการณ์ถูกเชิญออกจากพื้นที่ และมีการใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในหอประชุม เมื่อผู้สังเกตการณ์พยายามสอบถามและขอดูการนับคะแนน ก็พบว่าเจ้าหน้าที่นับคะแนนเสร็จสิ้นและปิดหีบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ และเกิดคำถามว่าทำไมจึงมีการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีพยาน ซึ่งกลุ่มนักศึกษาและประชาชนมองว่าไม่โปร่งใสและเป็นการละเมิดสิทธิ หลังชุมนุมยืดเยื้อหลายชั่วโมง ผอ. กกต. จังหวัดเดินทางมาที่ มทร. ธัญบุรี โดยเจ้าหน้าที่ได้เปิดการเจรจากับตัวแทนประชาชนและได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการนับคะแนนทั้งหมดใหม่เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่พบว่าเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยได้เดินทางกลับไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงประกาศหาอาสาสมัคร 12 คน จากภาคประชาชนเพื่อทำการนับคะแนน โดยสื่อหลายรายงานว่าการนับคะแนนใหม่เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 9.00 น. กกต. แถลงในเวลาต่อมาว่า การนับคะแนนใหม่ของหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวเป็นการนับคะแนนเลือกตั้งนอกเขตและนอกราชอาณาจักร หมายความว่าไม่ใช่เฉพาะคะแนนของหน่วยตรงนั้น ซึ่งเมื่อนับเสร็จก็จะนำมารวมกับภายในหน่วยด้วย แต่ผลการนับคะแนนไม่ต่างจากการนับคะแนนครั้งแรก วันต่อมา (9 ก.พ.) เกิดการชุมนุมเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่เพิ่มอีกในสองจังหวัด ที่จังหวัดมหาสารคาม มีรายงานว่านิสิตนักศึกษาและประชาชนจำนวนหลักร้อยรวมตัวชุมนุมที่สำนักงาน กกต. เขต 1 ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ สื่อหลายรายเช่น The Standard Mono29 และ ข่าวสด รายงานตรงกันว่า สาเหตุของการชุมนุมสืบเนื่องจากมีการพบความผิดปกติหลายประการในขั้นตอนการนับคะแนนและการจัดการหีบบัตรเลือกตั้ง เช่น ผลคะแนนรวมที่ไม่ตรงกับข้อมูลจากหน้าหน่วยเลือกตั้ง และมีร่องรอยการแก้ไขตัวเลขคะแนนบนบอร์ดประกาศ และพบว่าหีบบัตรเลือกตั้งบางใบไม่มีการรัดสายรัดพลาสติกตามระเบียบของ กกต. นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสงสัยว่าบัตรเลือกตั้งถูกเก็บไว้ที่ไหน เนื่องจากมีการให้ข้อมูลสับสนว่าอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด หรือสำนักงาน กกต.จังหวัด ทำให้ผู้ชุมนุมมีความกังวลว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงบัตร ต่อมา ผอ. กกต.จังหวัดมหาสารคามแจ้งผู้ชุมนุมว่าต้องให้ กกต. ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาว่าจะนับคะแนนใหม่หรือไม่ เนื่องจากระดับพื้นที่ไม่มีอำนาจ ทำให้มวลชนบางส่วนปักหลักชุมนุมในพื้นที่จนถึงเช้าเพื่อจับตาการประชุมของ กกต. ที่มีขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.พ.) และยังคงปักหลักชุมนุมจนถึงช่วงดึก ในเวลาเดียวกัน เกิดการชุมนุมในจังหวัดชลบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 ThaiPBS รายงานว่า ก่อนหน้านั้นมีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนจำนวนหนึ่งเดินทางไปยังสำนักงาน กกต. จังหวัดชลบุรี เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 เนื่องจากพบพฤติการณ์ที่อาจทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรมหลายประการ เช่น หน่วยเลือกตั้งบางหน่วยเกิดไฟดับระหว่างการนับคะแนน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริตได้ บางหน่วยพบว่ามี 'บัตรเขย่ง' หรือผลคะแนนไม่ตรงกับจำนวนบัตรที่ใช้จริง และการนับคะแนนในบางหน่วยดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน iLaw รายงานหลังจากนั้นว่า เมื่อเวลาประมาณ 16.00 มีรายงานจากเพจต่างๆ ในจังหวัดชลบุรีว่าจะมีการนับคะแนนใหม่ แต่เมื่อประชาชนไปติดตามการนับคะแนนกลับได้รับแจ้งว่าไม่มีการนับคะแนนใหม่ จากนั้นจึงมีการติดตามหีบบัตรเลือกตั้งจนพบว่าหีบถูกนำมารวมไว้ที่สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ทำให้มีประชาชนจำนวนหลักร้อยเดินทางไปรวมตัวที่สนามแบดมินตันดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทันที โดยระหว่างนี้ได้พบว่าหีบบัตรเลือกตั้งมีการปิดผนึกที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบของ กกต. เนื่องจากไม่มีการใช้สายเคเบิลไทร์รัดและไม่มีการเซ็นชื่อกำกับ  วรจักร สถาพรภิญโญ นายอำเภอเมืองชลบุรี ได้มาพบประชาชน โดยตัวแทนฝั่งประชาชนแจ้งว่าต้องการให้นับคะแนนใหม่ตอนนั้นเลย เนื่องจากพบว่าหีบถูกเปิดไปแล้ว และไม่มีคำชี้แจง จึงไม่สบายใจว่าจะเอาหีบไปเก็บที่เดิมหรือต้องนับคะแนนใหม่ วรจักร แจ้งว่า กรณีนี้มีการส่งมอบหีบเสร็จแล้ว ซึ่งการจะให้นับคะแนนใหม่ต้องรายงานไปที่ กกต. ส่วนกลาง และให้ กกต.สั่งมาว่าจะเปิดหรือไม่เปิด โดยยืนยันว่านับคะแนนใหม่ทันทีไม่ได้ ด้านมนัสนันท์ วิทนา ผอ. กกต. จังหวัดชลบุรี ยืนยันว่าไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ ทำได้เพียงรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น ประชาชนจึงแย้งว่าที่ปทุมธานีสามารถนับคะแนนใหม่ได้ แต่นายอำเภอระบุว่าที่ปทุมธานียังมีการนับคะแนนอยู่และมีการทักท้วงก่อนปิดหีบจึงสามารถนับคะแนนใหม่ได้ทันที เวลา 22.00 ตัวแทน iLaw เข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ กกต. ว่าทำไมถึงมีการเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง รวมถึงมีการเปิดผนึกและตัดสายเคเบิลไทร์ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าทำตามระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ยุบรวมหีบจากหน่วยต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตาม ในระเบียบระบุว่าจะต้องมีการปิดหีบด้วยสายรัดหรืออุปกรณ์อื่นแทนสายรัดพร้อมลงลายมือชื่อ แต่พบว่าหลายหีบมีการปิดผนึกด้วยเทปกาวและไม่มีสายรัดที่ลงลายมือชื่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้คำตอบว่าทำไมจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น เวลา 1.30 ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เดินทางมายังสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี โดยได้พบกับตัวแทนประชาชนซึ่งสอบถามว่าสามารถดำเนินการนับคะแนนใหม่ได้เลยหรือไม่ ร.ต.อ. ชนินทร์ ยืนยันว่าไม่สามารถนับคะแนนได้ทันที ต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดใหญ่เป็นผู้ตัดสินใจ ด้านตัวแทน iLaw สอบถามเกี่ยวกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ทำการยุบรวมหีบ แต่ปิดผนึกด้วยเทปกาวเท่านั้น ซึ่ง ร.ต.อ.ชนินทร์ ตอบว่าให้รวบรวมหลักฐานและเสนอเรื่องเข้ามา ต่อมา เวลา 2.30 มีผู้พบแบบขีดคะแนน สส.5/11 และ สส. 5/11 (บช) จำนวนหนึ่งอยู่ในตะกร้าในสนามแบดมินตันรวมกับขยะอื่นๆ จึงคลี่ออกดูและพบว่าเป็นแบบขีดคะแนนดังกล่าว แบบขีดคะแนนอีกใบถูกพบอยู่ในกองหีบบัตรเลือกตั้งจำนวนมากที่วางซ้อนทับกันอยู่ข้างสนาม นอกจากนี้ผู้สังเกตการณ์ยังพบว่าพบวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งวางทิ้งไว้ในสนามแบดมินตัน เช่น สายรัดสีฟ้าพร้อมลายมือชื่อที่ถูกตัด และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ประชาชนจะต้องลงลายมือชื่อก่อนรับบัตรลงคะแนน กกต. แถลงเมื่อบ่ายวันอังคารที่ 10 ก.พ. ว่าจะให้เวลา กกต. จังหวัดชลบุรีสองวันในการรวมรวมข้อมูลก่อนจะตัดสินใจว่าจะนับคะแนนใหม่หรือไม่ ด้านผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ที่สนามแบดมินตัน และจะมีการผลัดเวรกันเฝ้าหีบเลือกตั้ง 24 ชม. ส่วนในเขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดชลบุรี ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่ามีมวลชนไปรวมตัวกันที่บริเวณด้านหน้าที่ทำการอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี เมือช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 9 ก.พ. พร้อมด้วย มนัสวิน จันทร์เจริญ ผู้สมัครสส. จากพรรคประชาชน และ ธนาธาร ประมูลพงษ์ ว่าที่สส. จังหวัดชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน เพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ รวมถึงขอคัดดูเอกสารรายงานผลการนับคะแนนเลือกตั้งซึ่งจะติดอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งอนุศักดิ์ พิริยอมร นายอำเภอบางละมุงในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 8 และ คำไพร เหลาแสน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ระบุว่าสิ่งที่เรียกร้องอยู่เหนืออำนาจของอำเภอ พร้อมแนะนำให้ผู้สมัครทำเรื่องไปถึง กกต.ส่วนกลาง ล่าสุด วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครสส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกกต.จังหวัดชลบุรี ประธานหน่วยเลือกตั้งที่ 15 จังหวัดชลบุรี และ กกต.ทั้ง 7 คน ที่ สภ.เมืองชลบุรี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 172 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. และลงบันทึกประจำวันแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับกรณีที่อาจมีกลุ่มคนเข้ามาก่อเหตุวุ่นวายที่สนามแบดมินตัน ที่ยังมีมวลชนเฝ้าหีบบัตรเลือกตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังมีการชุมนุมเรียกร้องในจังหวัดอุบลราชธานี เขต 6 เมื่อช่วงค่ำวันที่ 9 ก.พ. โดยประชาชนจากสามอำเภอเรียกร้องให้กกต.เปิดผลคะแนน หลังผ่านมากว่า 24 ชม. แล้วยังไม่มีการปิดประกาศผลเลือกตั้ง และมีการขนย้ายบัตรไปยังสำนักงาน กกต. จังหวัดอุบลราชธานีทั้งที่ยังไม่มีการประกาศคะแนนระดับเขตอย่างเป็นทางการ ส่วนในจังหวัดจันทบุรี เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 10 ก.พ. ประชาชนรวมตัวที่สำนักงาน กกต. จังหวัด เรียกร้องให้ระงับการประกาศผลและนับคะแนนใหม่ เนื่องจากระบบ ectreport69 ซึ่งเป็นระบบรายงานผลการเลือกตั้งของ กกต. แสดงยอดรวมการลงคะแนนมากกว่ายอดบัตรดีในพื้นที่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 และ 2 และต่อมามีการปรับลดคะแนนของผู้สมัครหลายรายลงเพื่อให้สอดคล้องกับยอดบัตรดี ทำให้เกิดความกังวล ต่อมาผอ. กกต. จังหวัดรับหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานจากตัวแทนเครือข่าย โดยระบุว่าจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ส่วนกลางพิจารณาว่าจะนับคะแนนใหม่หรือไม่ ในจังหวัดลำปาง มติชนออนไลน์ รายงานว่ามีประชาชนเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 และ 3 เนื่องจากมีบัตรเสียเป็นจำนวนมาก โดยมีกลุ่มประชาชนเข้าเรียกร้องกับ กกต. จังหวัดเนื่องจากมองว่าอาจจะเกิดความไม่โปร่งใสหรือความผิดพลาดในการนับคะแนนของแต่ละหน่วย โดยก่อนหน้านี้ สุวิภา กุศลจูง ผู้สมัครจากพรรคประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 2 ได้เข้าไปร้องเรียนกับทาง กกต. ลำปาง มาแล้ว และผอ. กกต. จังหวัดได้ให้ไปรวบรวมหลักฐานมายื่นให้กกต.จังหวัดลำปางเพื่อให้ส่งให้กกต. ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาสั่งนับคะแนนใหม่ อย่างไรก็ตาม ทองเนตร ดูใจ ผอ. กกต. จังหวัดลำปางชี้แจงว่าในอดีตก็มีบัตรเสียในปริมาณไม่ต่างกับการเลือกตั้งครั้งนี้มาก และการดำเนินการนับคะแนนในพื้นที่สิ้นสุดแล้ว กกต. จังหวัดไม่มีอำนาจในการสั่งนับคะแนนใหม่ ประชาชนสามารถรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อยื่นคำร้องต่อ กกต. ให้มีการตรวจสอบตามกระบวนการต่อไป ในจังหวัดสุพรรณบุรี มติชนออนไลน์รายงานว่าเกิดการชุมนุมเมื่อช่วงเย็นวันที่ 10 ก.พ. ที่ผ่านมาที่หน้าหอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองสุพรรณบุรีเพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในทั้ง 5 เขต ต่อมา คมกริช ทิพย์สมบูรณ์ ผอ. กกต. จังหวัดสุพรรณบุรี นิรันดร์ บุญราช รองผอ. กกต. และจิตรติ รามเนตร ปลัดอาวุโส ได้เดินทางมารับเรื่องร้องเรียนต่างๆ พร้อมจะเสนอกกต.กลาง ต่อมามีประชาชนทยอยมาที่หอประชุมเรื่อยๆ เพื่อเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทันที จึงมีการนำหน่วยปฏิบัติการณ์พิเศษ ภ.จว. สุพรรณบุรี มาควบคุมสถานการณ์ ในกรุงเทพมหานคร มีมวลชนรวมตัวประท้วง กกต. ตามการนัดหมายของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมที่ชวนประชาชนออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ในช่วงเย็นวันที่ 10 ก.พ. นอกจากการชุมนุมของประชาชนแล้ว ยังมีกรณีที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองยื่นขอให้นับคะแนนใหม่เช่นกัน โดยพรรคประชาชนได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอนับคะแนนใหม่ไปแล้วทั้งหมด 18 เขตคือ * ขอนแก่น เขต 3 ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง * ลำปาง เขต 2 สุวิภา กุศลจูง * สุราษฎร์ธานี เขต 1 รัฐภัทร์ พัฒนาศิริรักษ์ * ชลบุรี เขต 1 วรท ศิริรักษ์ * มหาสารคาม เขต 1 ธีระวัฒน์ พรรณะ * นครราชสีมา เขต 13 นาลันทา บุญชิต * ชัยนาท เขต 1 ทรงพล ภัทราภิรมย์ * สมุทรปราการ เขต 6 วีรภัทร คันธะ * ตาก เขต 1 คริษฐ์ ปานเนียม * สระบุรี เขต 1 สรพัช ศรีปราชญ์ * สุพรรณบุรี ยกจังหวัด * เขต 1 สมเกียรติ เสรีวิพุธ * เขต 2 นุศรา ศรีสังข์งาม * เขต 3 มงคล สุนทรวิภาต * เขต 4 ภิญโญ สุนทรวิภาต * เขต 5 สมเกียรติ กู้เกียรติภูมิ * นครราชสีมา เขต 2 ปิยชาติ รุจิพรวศิน * เชียงราย เขต 6 จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม * เชียงใหม่ เขต 6 อรพรรณ จันตาเรือง ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ ผู้สมัคร สส. จังหวัดพิจิตร เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีคะแนนเป็นอันดับหนึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าวได้ยื่นขอนับคะแนนการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติในเขตเลือกตั้งที่ 1 ใหม่ทั้งหมด โดยระบุว่ามีการรายงานในสื่อโซเชียลว่ามี "บัตรเขย่ง" โดยมีคะแนนรวมเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 29,345 คน จึงต้องการให้มีการนับคะแนนใหม่เพื่อความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม และเพื่อล้างข้อกังขาของประชาชน สำหรับท่าทีของฝั่งพรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย นำโดยจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (10 ก.พ.) เผยว่า ทางพรรคเพื่อไทยได้มีการตั้งคณะทำงานหรือศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้งขึ้นมา และได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ทั้งจากประชาชน สส.ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และอีกหลายคน ทำให้พรรคเพื่อไทยมีความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจุลพันธ์ ยืนยันด่วยว่า ข้อมูลที่ได้รับมาอยู่บนพื้นฐานหลักฐาน และข้อเท็จจริง  พรรคเพื่อไทย จึงมีข้อเรียกร้องไปยัง กกต. ผู้จัดและดูแลกระบวนการเลือกตั้ง คือ ประเด็นที่ 1 ขอให้ กกต.เร่งตรวจสอบการใช้เงินอย่างผิดปกติในหลายพื้นที่เลือกตั้ง รวมถึงกรณีที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาเปิดเผยว่าพบการถอนเงินสดผิดปกติก่อนหน้านี้ อยากให้ทาง กกต.เร่งตรวจสอบว่ากรณีเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงที่จะผิดเลือกตั้งหรือไม่ อย่างไร  ต่อมา พรรคเพื่อไทย เผยว่าเนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนของประชาชนเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงอยากขอให้ กกต.เร่งตรวจสอบ ทั้งคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัย พร้อมของกลาง โพย เงินสด หรือตัวบุคคลในหลายพื้นที่ ภายในกรอบระยะเวลาตามกฎหมายที่กำหนด  ข้อสงสัยที่ 2 พรรคเพื่อไทย ขอให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ในเรื่องการใช้อำนาจรัฐแทรกแซงกดดันกระบวนการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ เช่น ในเรื่องของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ของการใช้ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง  ประเด็นที่ 3 คือเรื่องปัญหากระบวนการจัดการเลือกตั้งที่มีการร้องเรียนและถกเถียงในสังคมจำนวนมาก เช่น การนับคะแนนที่ไม่เปิดเผยและขาดความโปร่งใส กรณีของ 'บัตรเขย่ง' ที่คะแนนของผู้สมัครมีจำนวนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง การฉีกบัตรเลือกตั้งที่ผิดพลาดเป็นจำนวนมากกว่า 50 ใบ ความผิดปกติในเขตเลือกตั้งบางที่และขอนับใหม่ ปรากฏว่าคะแนนพลิกผันไปหลายหมื่นคะแนน คือจากแพ้เป็นชนะ และดุลยพินิจการตีความบัตรดีและบัตรเสียของ กปน. ซึ่งเรื่องนี้กระทบต่อความเชื่อมั่นของระบอบประชาธิไตย และอยากย้ำว่าเป้าหมายของพรรคเพื่อไทย คือความเป็นธรรม ไม่ใช่ความขัดแย้ง  พรรคเพื่อไทยจึงขอให้ กกต. ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลและข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ และมีกระบวนการพิจารณาตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตที่มีปัญหา ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าถ้าทำได้ จะเป็นการดี เป็นการผ่อนคลายความตึงเครียด  "ถ้ามั่นใจว่าบริสุทธิ์ จะนับกี่ที ก็ไม่มีผลต่อความเปลี่ยนแปลงเรื่องของผลลัพธ์จากการเลือกตั้งอยู่แล้ว หากมีข้อสงสัยก็มองว่ามันเป็นการดี หากตอบรับข้อเรียกร้องของประชาชนในแต่ละจุด เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้พี่น้องประชาชนจะเกิดความสบายใจมากขึ้น" จุลพันธ์ กล่าว  หลังจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการดำเนินการตรวจสอบ และติดตาม เพื่อปกป้องสิทธิและคะแนนเสียงของประชาชนทุกคะแนน อีกทั้ง ทางพรรคฯ ได้มอบหมายให้คณะทำงาน คือ "ศูนย์รับแจ้งเบาะแสการทุจริตเลือกตั้ง" ของพรรคเพื่อไทย เปิดรับและรวบรวมข้อมูลความผิดปกติทั้งหมด ซึ่งตอนนี้มีเรื่องร้องเรียนแจ้งเข้ามาหลายร้อยเรื่องแล้ว และหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการเพื่อความโปร่งใสข้อมูลทางกฎหมายต่อไป  ด้านพรรคประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เนื่องจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายจังหวัดที่อาจส่งผลต่อความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง แถลงการณ์ระบุว่ามีการใช้อิทธิพลข่มขู่ทีมงานของพรรคไม่ให้ลงพื้นที่หาเสียงหรือดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงพฤติการณ์จูงใจไม่ให้ประชาชนลงคะแนนให้พรรคประชาชาติ มีเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีพฤติการณ์ส่อไปในทางช่วยเหลือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดขณะเลือกตั้ง และพบความผิดปติระหว่างนับคะแนนซึ่งอาจมีลักษณะเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงบัตรเลือกตั้ง * รายงานพิเศษ * การเมือง * เลือกตั้ง'69 * มหาสารคาม * ปทุมธานี * ลำปาง * ชลบุรี * จันทบุรี * อุบลราชธานี
dlvr.it
February 11, 2026 at 6:57 AM
ประชาชนรวมตัวทวง กกต.แก้ปัญหาผลเลือกตั้งไม่โปร่งใส
ประชาชนรวมตัวทวง กกต.แก้ปัญหาผลเลือกตั้งไม่โปร่งใส ภาพและรายงาน แมวส้ม admin666 Wed, 2026-02-11 - 12:54 “บก.ลายจุด” บุก กกต. ทวงถามผลคะแนนเลือกตั้ง หลังผ่านการเลือกตั้งมา 3 วัน แต่ยังไม่สามารถประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการได้ กกต.ชี้แจงกำลังเร่งรัดการรายงานจากจังหวัด ส่วนภาคประชาชนเรียกร้องนับใหม่ ปักหลักชุมนุมถึงเย็นนี้ ด้าน "เต้ มงคลกิตติ์" เรียกร้องคะแนนที่หายคืน ถามพรรคอื่นคะแนนขึ้นแล้วทำไมทางเลือกใหม่คะแนนไม่ขึ้น เตรียมดำเนินคดี กกต. 11 ก.พ. 2569 เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร B มีประชาชนไปร่วมทวงถาม กกต.ความรับผิดชอบต่อปัญหาการนับคะแนนเลือกตั้งที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาในหลายพื้นที่  บก.ลายจุด หรือ “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ เดินทางมาทวงถาม กกต. เกี่ยวกับขั้นตอนการนับคะแนน หลังจากผ่านวันเลือกตั้งมา 3 วันแล้ว แต่ยังไม่มีการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการจาก กกต. โดยมาทวงถามว่า วอร์รูม (War Room) รวมคะแนนการเลือกตั้งอยู่ที่ใด และต้องการให้ กกต. เปิดเผยข้อมูลคะแนนรายหน่วยทั่วประเทศ โดยมีตัวแทนจาก กกต. เข้าชี้แจง สมบัติให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นในวันนี้ว่า เนื่องจากการเลือกตั้งได้ผ่านพ้นเข้าสู่วันที่สามแล้ว แต่ยังเกิดปัญหาจนไม่สามารถประกาศผลอย่างเป็นทางการได้ และในระหว่างทางก็เกิดปัญหามากมายในการเลือกตั้ง รวมถึงเกิดคำถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม ว่าได้เป็นไปตามที่กล่าวมาหรือไม่ ประการแรก สังคมไม่เคยรับรู้เลยว่าระบบวิธีการรวบรวมคะแนนเป็นอย่างไรหลังจากปิดหีบเลือกตั้ง และ War Room ในการรวบรวมคะแนนเป็นอย่างไร อยู่ที่ใด และใน War Room มีกรรมการ บุคลากร และผู้ทรงคุณวุฒิมาตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งโดยปกติแล้วควรมีสื่อมวลชนและผู้สังเกตการณ์ภายนอกเข้าร่วมได้ และเนื่องจากไม่ทราบ จึงมีข้อสังเกตว่าทำไมคะแนนจาก กกต. จึงมีขึ้น ๆ ลง ๆ ตัวเลขผู้มาใช้สิทธิและบัตรดีจึงแตกต่างกัน ทำให้สงสัยและตั้งคำถามว่าจุดที่คีย์ข้อมูลและปรับข้อมูลนั้นเกิดภายใต้การกระทำของใครใน กกต. โดยได้รับคำตอบว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงคอมพิวเตอร์ หลังการเลือกตั้งมีการหยุดชะงักการรายงานข้อมูลประมาณ 1 ทุ่ม ของวันที่ 8 ก.พ. และหลังจากนั้นข้อมูลก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ตนจึงคิดว่าระบบนี้ควรถูกเปิดเผยว่ามีการทำงานอย่างไร ซึ่งตนได้รับคำอธิบายว่าเนื่องจากมีการส่งข้อมูลจำนวนมาก ทำให้ระบบแล็กหรือแฮงค์ หากเป็นข้อเท็จจริงนั้น แสดงว่า กกต. ได้ประเมินวิธีการนับคะแนนผิดพลาดและระบบห่วย แต่ตนคิดว่าจำนวนหน่วยเลือกตั้งของ กกต. ไม่ได้มากขนาดนั้น และไม่ได้คีย์ข้อมูลในวินาทีเดียวกันเหมือนกับการกดบัตรคอนเสิร์ต  ประการที่สาม ทำไมประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเป็นรายหน่วยของทุกหน่วยการเลือกตั้งได้ จากการสอบถามวันนี้ได้รับแจ้งว่าจะต้องนำข้อมูลเป็นกระดาษที่มีการลงคะแนนส่งไปยังอำเภอ และอำเภอส่งไปยังจังหวัด บางจังหวัดกำลังรายงานผลเข้ามาที่ส่วนกลาง ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งรัดอยู่ เพราะมีขั้นตอนตามระบบ ตนเห็นว่าเป็นความล่าช้าและไม่เป็นเหตุเป็นผล ตนไม่คิดว่าจะล่าช้าได้ขนาดนี้ เนื่องจากข้อมูลไม่ได้ซับซ้อน สมบัติกล่าวทิ้งท้ายว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นทำให้ไม่โปร่งใส ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่เที่ยงตรง หากโปร่งใสก็จะต้องเห็นตั้งแต่แรก ซึ่งมักจะถูกอ้างว่าเกิด Human Error ทุกครั้ง ตนเรียกร้องให้ กกต. อธิบายอย่างชัดเจนว่าเกิด Error อย่างไร และทำไมถึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ‘เต้’ เรียกร้องเสียงของพรรคคืน ขู่ดำเนินคดี กกต. นอกจากนั้น ยังมี “เต้” มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการพรรคทางเลือกใหม่ เดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. ทวงถามคะแนนเลือกตั้งพรรคทางเลือกใหม่ที่หายไป โดยให้เวลา กกต. 7 วันในการดำเนินการ หากคะแนนของพรรคทางเลือกใหม่ที่พี่น้องประชาชนเลือกด้วยความสุจริตยังไม่กลับคืนมา จะดำเนินคดีต่อ กกต. และชี้ว่าความผิดพลาดในการเลือกตั้งครั้งนี้มีหลายร้อยหน่วย ทางออกคือการจัดการเลือกตั้งใหม่ จึงชวนพี่น้องประชาชนร่วมบริจาคเงินคนละ 10 บาท เพื่อการเลือกตั้งที่โปร่งใส โดยมงคลกิตติ์นำหลักฐานคะแนนการเลือกตั้งผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ของจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 1 ที่ถ่ายจากศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์มายื่นต่อ กกต. ด้วย พบว่าพรรคทางเลือกใหม่ได้ 2,032 คะแนน พรรคเพื่อไทยได้ 4,980 คะแนน และพรรคเศรษฐกิจได้ 1,607 คะแนน เมื่อเทียบกับคะแนนจากเว็บไซต์ของ กกต. ที่รายงานผลแล้ว 95% พบว่าพรรคทางเลือกใหม่เหลือเพียง 180 คะแนน พรรคเพื่อไทย 4,461 คะแนน พรรคเศรษฐกิจ 1,473 คะแนน ซึ่งคะแนนของพรรคอื่นปกติ แต่พรรคทางเลือกใหม่คะแนนหายไปเกือบ 10 เท่า นอกจากนี้ จากการตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งประมาณ 99,487 หน่วย แต่ละหน่วยมีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 500-800 คน ซึ่งแต่ละหน่วยจะมีคะแนนของพรรคทางเลือกใหม่ 5-10 คะแนน แต่กลับพบว่ามีเพียง 1-2 คะแนน มงคลกิตติ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าตนไม่ซีเรียสกับการแพ้ชนะ เพราะเราคือนักกีฬาในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนให้เราเท่าไรเอาเท่านั้น แต่อย่าโกงเรา แต่คะแนนที่ประชาชนเลือกมานั้นคือคะแนนศรัทธา เป็นคะแนนที่ไม่ได้ซื้อมา 100% นั่นคือคะแนนที่เขาอยากไปอวกาศ อยากไปอาบอบนวดคนละครึ่ง บางคนก็อยากได้ไดโนเสาร์ไปเลี้ยงที่บ้าน ผู้หญิงหลายคนก็เลือกเพราะอยากมีสามี 4 คน หรือนโยบายอื่น ๆ ของพรรค แต่ความฝันและความหวังของพี่น้องประชาชนกลับหายไป เหตุการณ์ไม่ได้เกิดเฉพาะพรรคทางเลือกใหม่ แต่ยังเกิดขึ้นกับอีกหลายพรรคการเมือง เกิดขึ้นในหลายเขตพื้นที่ ซึ่ง กกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม เพื่อให้มีรัฐบาลที่บริสุทธิ์มาทำงานให้ประชาชน แต่เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ตนคาดว่าจะมีประชาชนลงคะแนนเสียงให้พรรคทางเลือกใหม่ประมาณ 1-2 ล้านเสียง อาจได้ สส.บัญชีรายชื่อประมาณ 4 คน ซึ่งถือว่ามีความผิดปกติ ตนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ แต่คงไม่พ้นความรับผิดชอบของ 7 เสือ กกต. และเลขาฯ กกต. วันนี้จึงมาเรียกร้องให้คืนคะแนนบัญชีรายชื่อของพรรคทางเลือกใหม่ให้ตรงตามความเป็นจริง มิฉะนั้นจะพาผู้ที่เลือกพรรคมายืนยันว่าได้เลือกจริง จากหลักฐานจะเห็นว่าพรรคอื่นปรากฏคะแนน 95% ส่วนพรรคของตนไม่เป็นเช่นนั้น โดยให้เวลาภายใน 7 วัน หาก กกต. ไม่คืนคะแนน จะไปดำเนินคดีที่กองปราบฯ โดยจะดำเนินคดีจนถึงที่สุด ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเลือกตั้ง การที่แต่ละหน่วยเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม หากการเลือกตั้งปี 2549 มีปัญหาเพียงหนึ่งหน่วย แต่ปีนี้มีประมาณ 200 กว่าหน่วย เพียงพอหรือไม่ที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ผิดพลาดเพียงหน่วยเดียว ทางออกคือ กกต. ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่ไม่ต้องการให้ กกต. ชุดเดิมจัดการเลือกตั้ง โดยเสนอให้ กกต. ชุดนี้ลาออก และสรรหาชุดใหม่เข้ามาจัดการเลือกตั้ง แม้จะเสียงบประมาณ 6 พันล้านบาทก็ไม่เป็นไร เพื่อให้ได้นักการเมืองสุจริตเข้ามาทำงาน เพราะหากได้นักการเมืองโกงเข้ามาทำงาน จะโกงกินประเทศมากกว่านี้ มงคลกิตติ์กล่าวต่อว่า เราสามารถเลือกตั้งบ่อย ๆ ได้ ทุกสองสัปดาห์ก็ยังได้ เนื่องจากนักการเมืองที่โกงและซื้อเสียง ในที่สุดนักการเมืองขี้โกงจะหมดเงินซื้อเสียงประชาชน จนในที่สุดเราจะได้ สส. ที่ไม่ซื้อเสียง ทั้งนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับพรรคทางเลือกใหม่ ตนเสนอว่าหากไม่มีงบประมาณเลือกตั้ง ก็เชิญชวนให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศบริจาคคนละ 10 บาท รวมกันเป็น 6 พันล้านบาท เพื่อจัดการเลือกตั้ง 1 ครั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมและได้นักการเมืองสุจริต เลาฯ พรรคทางเลือกใหม่กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปแสดงพลังที่ กกต. ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เปิดไฟให้ส่องสว่าง เพื่อบอกว่าประเทศไทยต้องไล่ความทุจริตออกไปและจัดการเลือกตั้งใหม่ ตนเชื่อว่าในอนาคตพี่น้องประชาชนจะมีการระดมพลมาที่ กกต. และจัดเวทีขับไล่ กกต. อย่างเป็นทางการ ประชาชนเรียกร้องนับใหม่ทั่วประเทศ จากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น. ตามการนัดหมายของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมรวมถึงเครือข่ายฯ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชวนประชาชนร่วมแสดงพลัง #นับใหม่ทั่วประเทศ สืบเนื่องจากปัญหาการนับคะแนนการเลือกตั้งและการออกเสียงลงประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา  บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า ผู้สื่อข่าวพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผงเหล็กกั้นทางเข้าอาคารและยืนเรียงแถวรักษาความปลอดภัยตั้งแต่ช่วงแปดโมงเศษ เมื่อถึงเวลานัดหมายมีนักศึกษาและพี่น้องประชาชนเดินทางมาบริเวณหน้าอาคาร และทยอยกันปราศรัยวิจารณ์การทำงานของ กกต. ที่เกิดขึ้นตลอดจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พร้อมตะโกน “นับใหม่ทั้งประเทศ” เป็นระยะ ทั้งนี้ ในช่วงเข้าได้มีการยื่นหนังสือต่อ กกต. ไปด้วย ทั้งนี้ผู้จัดชุมนุมแจ้งว่าจะยังคงมีกิจกรรมปักหลักไปถึงจนช่วงเย็น * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 69 * สมบัติ บุญงามอนงค์ * มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ * คณะกรรมการการเลือกตั้ง
dlvr.it
February 11, 2026 at 6:12 AM
CrCF ส่งข้อเสนอต่อ CED–WGEID ชี้ปัญหาบังคับสูญหายข้ามพรมแดน เรียกร้องปฏิรูปกฎหมายไทย
CrCF ส่งข้อเสนอต่อ CED–WGEID ชี้ปัญหาบังคับสูญหายข้ามพรมแดน เรียกร้องปฏิรูปกฎหมายไทย auser15 Wed, 2026-02-11 - 12:08 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) ยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID สะท้อนปัญหาการบังคับสูญหายในบริบทการปราบปรามข้ามพรมแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเสนอให้ไทยปฏิรูปกฎหมาย รับรอง OPCAT และยึดหลักไม่ส่งกลับอย่างเคร่งครัด 11 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) แจ้งว่า ได้เข้าร่วมส่งข้อมูลและข้อเสนอเกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทปราบปรามข้ามพรมแดน (Enforced Disappearance in the Context of Transnational Repression) แก่คณะกรรมการว่าด้วยการบังคับสูญหาย (CED) และคณะทำงานว่าด้วยการบังคับสูญหายหรือการสูญหายโดยไม่สมัครใจ (WGEID) หลังจากที่ทั้งสองกลไกได้ร่วมกันประกาศขอรับข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นข้างต้นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน โดยคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID จะนำข้อมูลที่ได้รับไปเป็นส่วนหนึ่งในการใช้จัดทำแถลงการณ์ร่วม (Joint statement) เกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามพรมแดน การยื่นรายงานฉบับนี้ต่อคณะกรรมการว่าด้วยการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (CED) มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยรายงานระบุถึงรูปแบบความร่วมมือระหว่างรัฐบาลเผด็จการที่ช่วยจัดการผู้เห็นต่างทางการเมืองร่วมกัน โดยมีทั้งกรณีนักกิจกรรมไทย 9 ราย ที่หายสาบสูญในประเทศเพื่อนบ้าน และกรณีที่ทางการไทยจับกุมส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม กัมพูชา และชาวอุยกูร์กลับประเทศต้นทางแม้จะเสี่ยงต่อการถูกทรมานหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ตาม นอกจากนี้ แม้ประเทศไทยจะมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 เป็นก้าวสำคัญทางกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีช่องว่างสำคัญ เช่น กฎหมายความมั่นคงที่ให้อำนาจควบคุมตัวโดยไม่มีการตรวจสอบ และการขาดความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมข้ามพรมแดน รายงานฉบับนี้ยังได้รวบรวมเหตุการณ์สำคัญในช่วงปี 2557 จนถึงต้นปี 2569 เพื่อสะท้อนถึงวิกฤตความปลอดภัยของผู้เห็นต่าง เช่น การสังหารนายลิม กิมยา นักการเมืองชาวกัมพูชาในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนมกราคม 2568 และการส่งกลับชาวอุยกูร์ 48 คน ไปยังประเทศจีนในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 CrCF จึงเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อยกเลิกอายุความสำหรับความผิดฐานบังคับสูญหาย รับรองความตกลง OPCAT เพื่อให้มีการตรวจสอบสถานกักกันอย่างอิสระ และยึดถือหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อย่างเคร่งครัดตามมาตรา 13 ของ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย รวมทั้งเรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศอย่าง INTERPOL เพิ่มความระมัดระวังในการออกหมายแดง เพื่อไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการไล่ล่าผู้ลี้ภัย โครงการแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวสืบเนื่องจากการประชุมสมัยที่ 29 เดือนกันยายน 2568 คณะกรรมการ CED ได้มีมติรับรองเอกสารแนวคิด ซึ่งระบุวัตถุประสงค์หลักและขอบเขตที่เป็นไปได้ของแถลงการณ์ร่วมที่จะจัดทำเกี่ยวกับการบังคับสูญหายในบริบทของการปราบปรามข้ามพรมแดน ต่อมาในวาระการประชุมร่วมประจำปีระหว่างคณะทำงาน WGEID และคณะกรรมการ CED ในเดือนกันยายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงดำเนินงานนี้ร่วมกัน  และประกาศรับข้อมูลจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ  รัฐภาคี ผู้เสียหาย องค์กรภาคประชาสังคม สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กลไกสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ กลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค และแวดวงวิชาการ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีการส่งหนังสือสื่อสารร่วมจากผู้ดำรงตำแหน่งตามกลไกพิเศษหลายรายไปยังรัฐสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไทย และเวียดนาม) เพื่อแสดงความกังวลต่อรูปแบบความร่วมมือที่ปรากฏระหว่างบางรัฐในภูมิภาค ซึ่งมีวัตถุประสงค์เกี่ยวข้องกับการบังคับให้สูญหาย การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม และการส่งตัวบุคคลข้ามแดน ผู้เชี่ยวชาญได้ย้ำอย่างชัดเจนถึงพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนและกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการคุ้มครองตามหลักไม่ผลักดันกลับ (non-refoulement) ซึ่งต้องถือเป็นหลักการที่เด็ดขาด ทั้งนี้ ประเทศไทยยื่นสัตยาบันเข้าเป็นภาคีในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้สูญหาย (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2567   CrCF ขอเชิญชวนประชาชนและสื่อมวลชนที่สนใจร่วมกันติดตามความคืบหน้าของแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เพื่อติดตามข้อมูลความคืบหน้า ข้อกังวลและข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการ CED และคณะทำงาน WGEID ต่อประเด็นการบังคับสูญหายในบริบทการปราบปรามข้ามพรมแดนต่อไป * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * CrCF * บังคับสูญหาย
dlvr.it
February 11, 2026 at 5:14 AM
PETA ขึ้นป้ายบิลบอร์ดแคมเปญต่อต้านการใช้แรงงานลิงในอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย
PETA ขึ้นป้ายบิลบอร์ดแคมเปญต่อต้านการใช้แรงงานลิงในอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย auser15 Wed, 2026-02-11 - 11:11 PETA เปิดตัวป้ายบิลบอร์ดใจกลางกรุงเทพฯ เรียกร้องให้ยุติการทารุณกรรมลิงในอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย โดยมีริชชี่ กุล นายแบบและอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย เป็นผู้ถ่ายทอดสาร ผ่านภาพและวิดีโอที่ตั้งคำถามต่อระบบการผลิตที่ยังพึ่งพาแรงงานสัตว์ ภาพจาก: PETA 11 กุมภาพันธ์ 2569 ริชชี่ กุล นายแบบ อินฟลูเอนเซอร์ และชาวกรุงเทพฯแต่กำเนิด ปรากฏตัวในป้ายโฆษณาของ PETA ในกรุงเทพมหานครเพื่อเรียกร้องให้การทารุณกรรมลิงในอุตสาหกรรมมะพร้าวไทยหมดลงไปเสียที ภาพสุดอลังการที่เพิ่งขึ้นฉายที่แยกเอกมัยใต้ และจะฉายบนจอไปจนถึงวันที่ 10 มีนาคม เผยให้เห็นภาพริชชี่ กุลถ่ายแบบเปลื้องผ้าจนเกือบหมดแล้วคล้องคอด้วยโซ่เหล็กท่ามกลางกองมะพร้าวในคลิปวิดีโอที่แนบมาด้วยกันนี้ ริชชี่กล่าวต่อต้านการใช้แรงงานสัตว์ในอุตสาหกรรมกะทิ และเรียกร้องให้วิธีการเช่นนี้หมดลงไปเสียที “ผมหวังว่าในอนาคตไม่นานจากนี้ เราจะได้เห็นการเลิกใช้สัตว์ในอุตสาหกรรมมมะพร้าวแบบถาวรสักที” ริชชี่กล่าว และพูดถึงวิธีการเช่นนี้ว่าเป็น “สิ่งที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น” ริชชี่สนับสนุนให้ผู้บริโภคหันมาซื้อแบรนด์กะทิที่ไม่ใช้แรงงานสัตว์ในการผลิตแทน งานสืบสวนเชิงลึกของ PETA ในไทยตลอด 6 ปีที่ผ่านมาได้เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนงาน พ่อค้าคนกลาง ชาวสวน และโรงเรียนฝึกลิง ในพื้นที่ทั้งหมด 9 จังหวัด ในงานสืบสวนใหม่ล่าสุดของ PETA ได้บันทึกสภาพภายในโรงเรียนฝึกลิง ที่ที่ลิงกัง สายพันธุ์ลิงที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ซึ่งมีอายุเพียง 3 เดือนถูกพรากจากอกแม่มาโดนล่ามโซ่ที่สั้นจนแทบจะดิ้นไปไหนไม่ได้อยู่อย่างนั้นเป็นปี ๆ ลิงเหล่านี้ต้องถูกมัดอยู่ท่ามกลางน้ำขังหรือที่ที่มีขยะเกลื่อนกลาดจนกระทั่งเสียสติจากการที่ต้องถูกขังอย่างไม่มีวันสิ้นสุดเพียงเพื่อที่จะบังคับพวกเขาให้ฝึกเก็บมะพร้าวขายให้กับเหล่าโรงงาน ภาพนี้ถ่ายโดย Nint Narint ทำผมโดยรพีพงศ์ ภู่ถาวรทรัพย์ แต่งหน้าโดยวรณัน เยาวรัตน์ และออกแบบฉากโดยทีม Lower Back Pain ป้ายโฆษณานี้ตั้งอยู่ที่แยกเอกมัยใต้ หน้าสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ (เอกมัย) (ดูลิงก์ Google Maps ได้ที่นี่) PETA ผู้มีคำขวัญว่า “สัตว์ไม่ใช่สิ่งที่เราจะมีสิทธิ์ทำร้ายไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด” ชี้ให้เห็นว่า สัตว์ทุกชีวิตคือใครสักคน สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม เข้าชมได้ที่เว็บไซต์ PETAAsia.com หรือติดตามพวกเราได้ทาง Facebook หรือ Instagram * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สวัสดิภาพสัตว์ * PETA * ลิง * อุตสาหกรรมมะพร้าวไทย
dlvr.it
February 11, 2026 at 4:20 AM
ยูเอ็น-องค์กรสิทธิฯ ประณามคำตัดสินลงโทษจำคุก 20 ปี 'จิมมี ไหล'
ยูเอ็น-องค์กรสิทธิฯ ประณามคำตัดสินลงโทษจำคุก 20 ปี 'จิมมี ไหล' auser15 Wed, 2026-02-11 - 10:05 'จิมมี ไหล' ผู้ก่อตั้งสื่อ 'แอปเปิลเดลี' ในฮ่องกง ถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี เขาถูกพิพากษาว่ามีความผิดฐานสมคบคิดกับอิทธิพลต่างชาติ และข้อหาปลุกระดม ทางองค์การสหประชาชาติได้เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวไหลโดยทันที และองค์กรเสรีภาพสื่อก็เคยประณามศาลฮ่องกงว่าใช้ข้อหาที่ "กุขึ้น" เหล่านี้มา "กลั่นแกล้ง" ไหล แฟ้มภาพ จิมมี ไหล (คนซ้าย) อดีตแรงงานในโรงงานสิ่งทอ ก่อนพลิกตัวมาเป็นผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Giordano และผู้ก่อตั้ง Apple Daily หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ที่มียอดจำหน่ายสูงในฮ่องกงและไต้หวัน ภาพถ่ายเมื่อ 1 ก.ค. 2013 | ภาพจาก: VOA/Wikipedia จิมมี ไหล อายุ 78 ปี ผู้ก่อตั้งสื่อ ได้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีที่ศาลแขวงเกาลูนตะวันตก เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยมีการตัดสินลงโทษจำคุกไหลเป็นเวลา 20 ปี หลังจากที่เขาถูกดำเนินคดีมาเป็นเวลายาวนาน 2 ปี ไหลถูกพิพากษาว่ามีความผิดตามกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่จีนแผ่นดินใหญ่บังคับใช้กับฮ่องกงตั้งแต่ปี 2020 คือ ข้อหาสมคบคิดร่วมมือกับอิทธิพลต่างชาติ 2 กระทง และใช้กฎหมายสมัยยุคอาณานิคมตัดสินว่าไหลมีความผิดฐานปลุกระดม 1 กระทงโดยมีจำเลยร่วมอีก 8 ราย มีการกล่าวหาว่าไหลได้ใช้หนังสือพิมพ์แทบลอยด์ของเขาคือ "แอปเปิลเดลี" ในการล็อบบี้ให้ต่างชาติใช้มาตรการคว่ำบาตร ปิดล้อม หรือกระทำการในเชิงที่เป็นปฏิปักษ์อื่นๆ กับจีนและฮ่องกง นอกจากนี้ไหลยังถูกกล่าวหาว่าได้เขียนบทบาทแสดงความคิดเห็น 161 ชิ้นในเชิงปลุกระดมให้เกลียดชังทางการฮ่องกงลงในสื่อแอปเปิล เดลี ที่ปัจจุบันถูกปิดไปแล้ว ลักษณะการดำเนินคดีของไหลนั้น มีการคัดเลือกคณะผู้พิพากษาเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาคดีความมั่นคงโดยเฉพาะมาทำการพิจารณาและพิพากษาคดีของไหล ในขณะที่ไหลถูกปฏิเสธไม่ให้ใช้ทนายความที่เขาเลือกเป็นอันดับแรกมาช่วยว่าความ ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนธันวาคม 2022 ไหลก็เคยถูกพิพากษาให้รับโทษจำคุก 5 ปี 9 เดือนอยู่แล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการรับโทษ ซึ่งเป็นข้อหาฉ้อโกงเกี่ยวกับการละเมิดสัญญาเช่าสำนักงานแอปเปิลเดลี การถูกตัดสินคดีความมั่นคงครั้งใหม่นี้จะทำให้ไหลรับโทษทบไปอีก 20 ปี ทำให้ไหลกลายเป็นผู้ที่ได้รับโทษจำคุกยาวนานที่สุดสำหรับคดีความมั่นคงฮ่องกง นอกจากไหลแล้วจำเลยอื่นๆ อีก 8 ราย ก็ถูกลงโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี 6 เดือน ไปจนถึง 10 ปี ซึ่งในจำนวนนี้เป็นอดีตผู้บริหารแอปเปิลเดลี 6 ราย และนักกิจกรรมอีก 2 ราย โดยกลุ่มคนที่ถูกลงโทษจำคุก 10 ปีนั้น ประกอบด้วยหัวหน้ากองบรรณาธิการ, บรรณาธิการบริหาร และ บรรณาธิการนักเขียน ของสื่อแอปเปิลเดลี สำหรับนักกิจกรรมสองรายที่ถูกลงโทษในคดีนี้ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มล็อบบีนานาชาติที่ชื่อ Stand with Hong Kong ราวกับเป็น "โทษตาย" ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทนายความของไหลได้พยายามขอให้ศาลผ่อนผันด้วยการลดโทษให้ไหล เนื่องจากว่าไหลอายุมากแล้วและมีปัญหาด้านสุขภาพหลายอย่าง ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์แถลงเมื่อวันเดียวกับที่ไหลถูหตัดสินลงโทษจำคุก 20 ปี ว่า นับเป็นโทษจำคุกที่ในทางปฏิบัติแล้วเทียบได้กับ "โทษตาย" เนื่องจากไหลเป็นคนที่อายุมากและมีปัญหาสุขภาพ แถลงการณ์ฮิวแมนไรท์วอทช์ระบุว่า "คำตัดสินลงโทษในระดับนี้เป็นทั้งความโหดร้ายและความอยุติธรรมอย่างสุดแสน การที่ไหลถูกลงโทษเป็นเวลาหลายปีแสดงให้เห็นถึงการที่ทางการจีนมีความมุ่งมั่นที่จะบดขยี้สื่ออิสระและปิดปากใครก็ตามที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์" โจดี้ กินส์เบิร์ก ซีอีโอขององค์กรด้านเสรีภาพสื่อ 'คณะกรรมการคุ้มครองผู้สื่อข่าว' หรือ CPJ วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินต่อไหลไว้เช่นกันว่า "หลักนิติธรรมได้แตกสลายไปโดยสิ้นเชิงในฮ่องกง ... คำตัดสินที่เลวร้ายในวันนี้ นับเป็นการตอกฝาโลงให้กับเสรีภาพสื่อในฮ่องกง" ก่อนหน้านี้ตอนที่มีคำตัดสินเมื่อเดือน ธันวาคม 2025 องค์กรสื่อต่างๆ ก็เคยประณามว่าเป็นคำตัดสินที่เสื่อมเสียต่อกระบวนการยุติธรรม โดยบอกว่าข้อหาที่ใช้ลงโทษไหลนั้นเป็นข้อหาที่ "กุขึ้น" เป็น "การกลั่นแกล้ง" และเป็นสัญญาณสะท้อนความล่มสลายของเสรีภาพสื่อในฮ่องกง สะเทือนแนวทาง "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ยูเอ็นเรียกร้องปล่อยตัวไหลโดยทันที ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โฟลเกอร์ เติร์ก ได้แถลงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวไหลโดยทันทีดด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เนื่องจากไหลมีปัญหาด้านสุขภาพและได้รับผลกระทบจากการที่เขาถูกคุมขังต่อเนื่องมาเป็นเวลามากกว่า 4 ปีแล้ว เติร์กระบุว่าหลังจากที่ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของยูเอ็นได้พิจารณาคำตัดสินแล้วก็มีความกังวลว่ามันจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่าง เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพในการรวมกลุ่ม โดยการทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอาชญากรรม เรียบเรียงจาก Jimmy Lai jailed for 20 years in Hong Kong after nat. security conviction, HKFP, 09-02-2026 UN calls for release of Hong Kong publisher Jimmy Lai following 20-year sentence, UN News, 09-02-2026 องค์กรเสรีภาพสื่อประณามศาลฮ่องกง สั่งลงโทษ 'จิมมี ไหล' ด้วยกฎหมายความมั่นคง   * ข่าว * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * เสรีภาพสื่อมวลชน * จีน * ฮ่องกง * จิมมี ไหล
dlvr.it
February 11, 2026 at 3:25 AM
วิเคราะห์เลือกตั้งภาคเหนือตอนบน กล้าธรรม แผนแม่นยำ ภท.หลบให้ 'แดง' ขาลงกู้ยาก 'ส้ม' เผชิญโจทย์เลือกคน
วิเคราะห์เลือกตั้งภาคเหนือตอนบน กล้าธรรม แผนแม่นยำ ภท.หลบให้ 'แดง' ขาลงกู้ยาก 'ส้ม' เผชิญโจทย์เลือกคน วรรณา แต้มทอง : สัมภาษณ์ กิตติยา อรอินทร์ : กราฟิก Pazzle Wed, 2026-02-11 - 07:13 ประชาไทชวน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง 2569 ภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่, ลำปาง, ลำพูน, แม่ฮ่องสอน, เชียงราย, พะเยา, แพร่ และน่าน ที่ออกมาพลิกโพลล้มช้าง ล้มบ้านใหญ่ไปหลายเขต โดยเฉพาะเชียงใหม่พื้นที่ปักหลักสำคัญของเพื่อไทยที่ผลการเลือกตั้งช็อคคนทั้งประเทศไปด้วยการไม่เหลือที่นั่งของ สส. เขตจากค่ายแดงในจังหวัดบ้านเกิดทักษิณ ชินวัตร และยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันพรรคประชาชนก็หืดขึ้นคอเสียเก้าอี้ สส. ไปหลายจังหวัด แม้จะพยายามปลุกกระแสส้มอย่างหนักในโซเชียลมีเดีย ส่วนม้ามืดสีเขียวตัวเด่นอย่างพรรคกล้าธรรมทะยานขึ้นมากวาดที่นั่ง สส. ภาคเหนือตอนบนไปแบบเกินคาด ฟังวิเคราะห์จากผศ.ดร.ณัฐกร เกิดอะไรขึ้นกับการเลือกตั้ง 2569 ของภาคเหนือตอนบน ผศ.ดร.ณัฐกร ถอดบทเรียนเลือกตั้ง 2569 ภาคเหนือตอนบนออกมาได้เป็นข้อสังเกต 3 ประเด็น ในการมองผลคะแนนของพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคกล้าธรรม หนึ่ง แดงขาลง ฉากจบตระกูลการเมือง ผลคะแนนการเลือกตั้งที่ออกในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงยุค “อวสาน” ของพรรคเพื่อไทย แม้ทางพรรคจะพยายามยกเครื่องตัวเอง หรือดึงยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สายตรงของตระกูลชินวัตรที่มีโปรไฟล์ดีมากมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้วก็ตาม แต่เพื่อไทยก็ยังกลับมาไม่ได้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ เอาแค่การรักษาพื้นที่เดิมยังทำไม่ได้ในหลายจังหวัด ผศ.ดร.ณัฐกรมองว่า สัญญาณอันตรายนี้ของพรรคเพื่อไทยมีมาตั้งแต่การเลือกตั้ง 2562 เรื่อยมาจนถึงเลือกตั้ง 2566 และการเลือกตั้ง 2569 เป็นตัววัดว่าเพื่อไทยจะฟื้นคืนศรัทธากลับมาได้ไหม อย่างน้อยก็ควรจะต้องรักษาฐานที่มั่นเดิมไว้ได้ (14 ที่นั่ง) ไม่เสียพื้นที่เพิ่ม แต่ปรากฎว่าผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 ที่ออกมาเพื่อไทยโดนตีแตกกระจุย ได้ที่นั่ง สส. แบบแบ่งเขตเพียง 2 ที่นั่ง ที่เชียงรายเขต 1 และเขต 2 ซึ่งต่างก็เป็นผู้สมัครจากตระกูลการเมืองสำคัญที่มีปัจจัยด้านตัวบุคคลแข็งแรง หรือพูดง่ายๆ ต่อให้ว่าที่ สส.ธนรัช จงสุทธานามณี (เชียงราย เขต 1) สส. ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (เชียงราย เขต 2) ลงเลือกตั้งในนามพรรคอื่น ก็เชื่อว่าทั้งคู่ก็ยังจะชนะอยู่ดี “เรียกได้ว่าเป็นขาลงของสีแดงโดยสมบูรณ์ เมื่อดูผลการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อยิ่งเห็นชัด แทบไม่มีร่องรอยความนิยมของเพื่อไทยในภาคเหนือตอนบน เหลืออยู่ มีเพียงไม่กี่เขตเท่านั้นที่คนยังเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นอันดับหนึ่ง (เขต 5 เชียงราย กับเขต 3 แพร่) กระแสพรรคร่อยหรอจนไม่มีพลังแล้ว กลายเป็นพรรคประชาชน สึส้มสว่างไสวเกือบเต็มพื้นที่ ผิดกับทางอีสานที่ต่อให้เพื่อไทยไม่ได้ สส.แบบเขต แต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็ยังคงเป็นของเพื่อไทย ลมหายใจที่มีทางภาคเหนือจึงรวยรินเหลือเกิน“ “ขาลงของเพื่อไทยยังสัมพันธ์กับฉากจบของหลายตระกูลการเมือง ซึ่งก้าวขึ้นครองอำนาจพร้อมกับความรุ่งโรจน์ของพรรคไทยรักไทย และความชื่นชอบในตัวคุณทักษิณ ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีชูความเป็นนายกคนเมือง (ชาวภาคเหนือตอนบน) คนแรก เช่นที่แพร่ (เคยเป็นแดงทั้ง 3 เขต แต่ครั้งนี้แพ้หมดทุกเขต) เขต 3 วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตรัฐมนตรี สส. 5 สมัยที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ต้องแพ้พ่ายให้กับผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชนคือ ลักษณารีย์ ดวงตาดำ อดีตโฆษกพรรคสามัญชน เป็นยิ่งกว่าล้มช้าง“ ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ นอกจากเอื้ออภิญญกุลที่แพร่แล้ว ยังมีเตชะธีราวัฒน์ที่เชียงราย โล่ห์สุนทรที่แพร่ รามสูตที่น่าน เป็นต้น สาเหตุหนึ่งเพราะไม่ได้วางให้คนรุ่นหลาน (หรือรุ่นลูก) มารับไม้ต่อ สัมพันธ์กับความพ่ายแพ้ของเพื่อไทยอย่างแยกไม่ออก เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าถ้าเพื่อไทยอยากกลับมาทวงพื้นที่ภาคเหนือตอนบนคืนต้องทำอย่างไร ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่า เป็นไปได้ยาก ขนาดรอบนี้เพื่อไทย “ยกเครื่อง” ขนานใหญ่แล้วยังไม่สามารถเรียกศรัทธาคืนกลับมาได้ ไม่ว่าการถ่ายเลือดไปสู่คนรุ่นใหม่ เน้นหนักการสื่อสารผ่านโซเชี่ยลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดึงอาจารย์เชนที่เป็นสายตรงคุณทักษิณ (หลาน) เข้ามาแล้ว นึกไม่ออกเลยว่ายังจะมีใครช่วยกอบกู้พรรคได้อีก แม้แต่เขตเลือกตั้งที่ 3 ที่มีอำเภอสันกำแพง (บ้านเกิดทักษิณ) รวมอยู่ด้วย คะแนนที่ออกมาก็ค่อนข้างขาดลอย แสดงถึงความนิยมที่ถดถอย” สอง เขียวพาจังหวัดนิยมเข้าเส้นชัย ต่อมา ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ว่า การก้าวขึ้นมาผงาดของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งครั้งนี้มีนัย ชนะเลือกตั้งได้ที่นั่งไปถึง 16 เขตจากทั้งหมด 34 เขต ชี้ให้เห็นว่าธรรมนัส พรหมเผ่า สามารถขยายอิทธิพลของ “จังหวัดนิยม” ที่มีพะเยาเป็นต้นแบบไปปักธงในจังหวัดอื่นได้สำเร็จ มียุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ชัดเจน เป็นพื้นที่ชายแดนชายขอบของการพัฒนา ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง คนยังมีความต้องการทรัพยากรอีกมาก เป็นเขตที่ส้มกับแดงชนะกันไม่ขาดเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน มองว่าตัวเองน่าจะมีโอกาสเจาะเข้า กรณีเชียงใหม่คือกวาดเรียบทั้ง 4 เขตทางตอนบน เขต 6 (อ.เชียงดาว, เวียงแหง, พร้าว, ไชยปราการ) เขต 7 (ฝาง, แม่อาย, ไชยปราการ) และตอนล่าง เขต 9 (ดอยหล่อ, จอมทอง, แม่วาง, แม่แจ่ม) เขต 10 (อมก๋อย, ดอยเต่า, ฮอด, แม่แจ่ม)  ไม่ใช่แค่ภาคเหนือ ในภาคใต้แถบสงขลาหรือสามจังหวัดชายแดน กล้าธรรมก็ใช้ยุทธศาสตร์ทำนองนี้ชิงพื้นที่รอบนอกมาได้บางส่วน  “พื้นที่ที่กล้าธรรมประสบความสำเร็จในเชียงใหม่ส่วนใหญ่จะมีลักษณะร่วมกัน เป็นพื้นที่ห่างไกล ต้องการการพัฒนา คนประกอบอาชีพเกษตรกร ต้องยอมรับ ธรรมนัสชูนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนึ้ชัดเจน โดยเฉพาะกับนโยบายเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก.เป็นโฉนดตราครุฑ ยิ่งไปกว่านั้น พรรคกล้าธรรมยังมีหลังบ้านที่คอยบริหารจัดการคะแนนได้ดีมาก เท่าที่พอรู้มา น่าจะเป็นพรรคเดียวที่มีการทำโพลภายในความถี่รายสัปดาห์ เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดยุทธวิธี อย่างตัดเกรดผู้สมัครว่าใครได้ลุ้นหรือหมดลุ้น โดยพร้อมจะทุ่มสรรพกำลังเข้าไปช่วยคนที่มีแนวโน้มจะชนะมากกว่า เช่นที่ไปตั้งเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายที่ฝาง และเขาก็ปักธงในพื้นที่เหล่านั้นได้จริงๆ”   ผศ.ดร.ณัฐกร วิเคราะห์ว่าชัยชนะทั้งหมดของกล้าธรรมน่าทึ่ง นอกจากมีระบบบริหารจัดการคะแนนที่มีประสิทธิภาพ และขายนโยบายที่เป็นไปได้จริงแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือ การคัดเฟ้นผู้สมัครได้ดี หมายถึงต้องมีทั้งฐานและฐานะ ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีความพร้อม “สำหรับบางเขต แดง-ส้มมีก้อนคะแนนที่ต้องแย่งชิงกัน แต่ในเขตนั้น กล้าธรรมมีก้อนคะแนนของเขาเองเป็นกอบเป็นกำ ไม่มีใครมาแย่งแบ่ง ก็ชนะได้“ ส่วนพรรคสีน้ำเงินนั้น ผศ.ดร.ณัฐกร มองว่า พรรคภูมิใจไทยแทบจะทิ้งพื้นที่ภาคเหนือตอนบนไปเลย ได้ไปเพียง 4 สส. เท่านั้น (แพร่ 2 เขต เชียงราย 1 เขต แม่ฮ่องสอน 1 เขต) ซึ่ง 2 ใน 4 เขต เป็น สส.เก่าเปลี่ยนสีเสื้อ ที่เชียงรายน่าสนใจ กล้าธรรมส่งผู้สมัครไม่ครบทุกเขต ส่ง 6 จาก 7 เขต โดยเขตที่ถูกเว้นไว้นั้น ผู้ชนะเป็นผู้สมัครพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าน่าจะมีการสับหลีกให้กันระหว่างกล้าธรรมกับภูมิใจไทย เพื่อมิให้เกิดการตัดคะแนนกันเอง ไม่เหมือนภาคอีสานหรือภาคใต้ที่ภูมิใจไทยหมายมั่น สาม ส้มทั้งจังหวัด ลำพูนโมเดล ในด้านของพรรคประชาชนที่ยึดส้มทั้งจังหวัดที่ลำพูน เป็นหนึ่งในไม่กี่จังหวัดของประเทศที่ส้มทั้งจังหวัด ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า ลำพูนเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ส้มครองการเมืองสองชั้น โดยครองการเมืองทั้งระดับชาติกับครองการเมืองท้องถิ่นใน อบจ. ผลจากการชนะเลือกตั้งนายก อบจ. ลำพูน มีส่วนสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนคว้าที่นั่ง สส. เขต ในลำพูนเพิ่มได้อีก 1 ที่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ บวกกับที่ส้มรักษาที่นั่งของ สส. เดิมไว้ได้ ทำให้ตอนนี้ลำพูนทั้ง 2 เขต กลายเป็นพื้นที่ของส้ม ระหว่าง 1 ปีที่พรรคประชาชนทำงานโดยเน้นสร้างโครงการพัฒนาทั้งในเขตเมืองและเขตห่างไกล จากเดิมที่ อบจ. อาจละเลยพื้นที่ห่างไกลอย่าง อ.ลี้ หรืออำเภอรอบนอก แต่พอวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ. ของพรรคประชาชนเข้ามาก็กระจายงบประมาณ กระจายโครงการไปยังพื้นที่เหล่านั้นด้วย มีผลงานเป็นที่ประจักรในพื้นที่ นอกจากนี้พรรคประชาชนยังเลือกให้ชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัครคนเดิมที่เคยแพ้การเลือกตั้งในครั้งก่อนด้วยคะแนนไม่ห่างมากลงชิงตำแหน่งอีกครั้ง ปัจจัยหลายอย่างเอื้อให้พรรคประชาชนได้เปรียบในพื้นที่มากครั้งนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ส้มจะชนะการลือกตั้งในลำพูนได้ที่นั่งไปทั้งจังหวัด ส้มยังเปิดที่ใหม่ในภาคเหนือตอนบนได้อีกหลายเขต ทั้งที่น่าน แพร่ ส่วนเชียงใหม่แม้เสียที่นั่งให้กล้าธรรมไป 2 เขต แต่รอบนี้พรรคประชาชนก็ยังชนะในเขต 5 ทางฝั่ง อ.แม่ริม ที่เคยแพ้เลือกตั้งครั้งที่แล้ว โดยส่งผู้สมัครคนเดิมลงเช่นกัน เนื่องจากคะแนนแพ้กันนิดเดียวเพียงหลักร้อยคะแนน ในช่องที่รอเลือกตั้งก็มีการทำงานในพื้นที่ให้ประชาชนเห็นหน้าเช่นกัน พร้อมเลือกตั้งครั้งนี้ก็ชนะไป “เชียงใหม่เองก็เหมือนสองนคราประชาธิปไตย มีนครที่เลือกเขียว และนครที่เลือกส้ม ในเขตเมืองส้ม รอบนอกเมืองเขียวเอาไป ส่วนแดงหายไปแล้ว” ผศ.ดร.ณัฐกร ตั้งข้อสังเกตหลายพื้นที่ที่ส้มแพ้มักจะเป็นการส่งผู้สมัครหน้าใหม่ ไม่เคยทำงานในพื้นที่ลง เนื่องจากประชาชนอาจจะไม่ได้รู้จักตัวผู้สมัคร ส้มจึงได้คะแนน สส. ปาร์ตี้ลิสต์ แต่ไม่ได้ สส. เขต “ส้มทำให้คนเลือกเขาทั้ง 2 ใบไม่ได้ในพื้นที่ชนบท คนที่เขาเลือกส้มเขาเลือกแค่ใบเดียว (คือ สส.ปาร์ตี้ลิสต์) เขาไม่ได้กาให้ 2 ใบ สส. เขต ต้องอาศัยการเลือกเฟ้นคนและใช้เวลาในการทำงานพื้นที่ การคัดคนลง สส. เขตยังเป็นจุดอ่อนของส้ม คนเลยกาให้แต่ สส. ปาร์ตี้ลิสต์ ดูจากการทำงานภาพรวมของพรรค แต่ในระดับพื้นที่จริงๆ คนอาจจะคาดหวังอีกแบบ ประชาชนอาจจะอยากได้คนที่เป็นฝั่งรัฐบาลดึงงบประมาณมาช่วยเขาได้ในพื้นที่จริงๆ เช่น ตอนน้ำท่วมเชียงราย ส้มด่ารัฐบาลได้ แต่ส้มเอางบประมาณเอาเครื่องมือรัฐมาช่วยเหลือเขาไม่ได้ ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจเลือกของประชาชน เลือกคนที่จะไปเป็นรัฐบาล (หรืออยู่ฝ่ายรัฐบาล)” เมื่อถามว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากส้มต้องการได้ สส. เขต เพิ่มขึ้น ส้มจะต้องปรับตัวอย่างไร ผศ.ดร.ณัฐกร ระบุว่า “พูดยาก ส้มต้องถอดบทเรียนก่อน รอบนี้ประชาชนเลือกคุณเพราะอะไร เลือกตั้งรอบที่แล้วประชาชนอาจจะเลือกเพราะตัวคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถ้าน้ำหนักเป็นเรื่องของตัวบุคคลพรรคประชาชนก็ต้องหาคนที่มีใกล้เคียงกัน หรือถ้าคนเลือกเพราะนโยบาย นโยบายรอบนี้ของพรรคประชาชนก็อ่อนลงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน รอบก่อนมีการฟาดฟัน มีนโยบายมีลุงไม่มีเรา ปิดสวิตช์ 3 ป ถลายทุนผูกขาด คำที่ใช้ใหญ่ๆ ทั้งนั้น แต่ในการเลือกตั้งรอบนี้เลือกสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ กระจายรายได้ นโยบายไม่ได้แตกต่างกับพรรคอื่นๆ ม.112 ก็ไม่แตะ ส้มลดเพดานลงเยอะ รวมถึงมูฟของพรรคในการไปยกมือให้อนุทินส่งผลกับการเลือกตั้งครั้งนี้ขนาดไหน ส้มต้องไปประเมินกันเองภายในพรรค หรือคนเบื่อการเมืองออกมาเลือกตั้งน้อยลง หายไป 10 เปอร์เซ็นต์มีผลไหม คุณไม่สามารถเรียกให้เขามีความหวังได้เหมือนอย่างตอนปี 2566 หรือเปล่า หรือการเลือกคนมาลง สส. เขต คนไม่แฮปปี้ไหม บางพื้นที่ประชาชนพูดชัดว่าเขาเต็มใจเลือกส้ม แต่เขาไม่แฮปปี้กับคนที่เลือกมาลง ส้มต้องแยกหาเหตุปัจจัยตรงนี้ให้เจอ ถ้าส้มทำตรงนี้ ส้มจะกำหนดยุทธศาสตร์ต่อไปของตัวเองในอีก 2-3 ปีข้างก่อนเลือกตั้งอีกครั้งได้”   * สัมภาษณ์ * การเมือง * เลือกตั้ง 69 * พรรคเพื่อไทย * พรรคกล้าธรรม * พรรคประชาชน * ภาคเหนือ
dlvr.it
February 11, 2026 at 12:43 AM
'เดือดทะลุปรอท' พลเมืองรุมท้วงให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ไหนบ้าง
'เดือดทะลุปรอท' พลเมืองรุมท้วงให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ที่ไหนบ้าง XmasUser Tue, 2026-02-10 - 21:14 หลังเลือกตั้งเสร็จสิ้น ประชาชนในหลายจังหวัดชุมนุมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่หลายจุด ไลฟ์หรือคลิปกระจายเต็มโซเชียล หลังคนในพื้นที่พบความผิดปกติในกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้ง สส. ในขณะที่แฮชแทค #นับใหม่ทั้งประเทศ และ #ชลบุรีเขต1 ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ประเทศไทยตั้งแต่เมื่อวานนี้ โดยมีการเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทั้งประเทศเพื่อความโปร่งใส ประชาไทรวบรวม เฉพาะจุดที่กลุ่มประชาชนได้ ‘รวมตัวกัน’ กดดันให้มีการนับคะแนนใหม่ ยังไม่รวมถึงที่ส่วนที่ สส.ในพื้นที่ต่างๆ ร้องเรียนให้มีการนับคะแนนใหม่อีกหลายจุด รายละเอียดเบื้องต้นมีดังนี้ ปทุมธานี เขต 7 * ประชาชนและนักศึกษากว่าร้อยคนรวมตัวกันที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 8 กพ. หลังพบว่าเจ้าหน้าที่นับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรโดยไม่ให้ผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ และมีการใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด * หลังชุมนุมเป็นเวลาหลายชั่วโมง ผอ. กกต. จังหวัดปทุมธานี สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยกลับไปหมดแล้ว จึงประกาศหาอาสาสมัครจากประชาชนให้มาช่วยนับคะแนน * การนับคะแนนใหม่เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 9.00 กกต. แถลงช่วงบ่ายว่าผลคะแนนไม่แตกต่างจากการนับครั้งแรก ชลบุรี เขต 1 * ประชาชนจำนวนหลักร้อยชุมนุมที่สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรีตั้งแต่เวลาประมาณ 17.00 ของวันจันทร์ที่ 9 ก.พ.​ พร้อมเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ทันที เนื่องจากพบความผิดปกติต่างๆ เช่น หีบเลือกตั้งมีการปิดผนึกที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบ การนับคะแนนมีความผิดพลาด มีบัตรเขย่ง และพบแบบลงคะแนนในกองขยะ รวมถึงมีรายงานว่ามีความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น หลายหน่วยเกิดไฟดับ แต่เจ้าหน้าที่ยังนับคะแนนต่อ ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองไม่เห็น * ก่อนหน้านี้มีรายงานจากเพจต่างๆ ในจังหวัดชลบุรีว่าจะมีการนับคะแนนของเขต 1 ใหม่ แต่เมื่อประชาชนไปติดตามกลับได้รับการแจ้งว่าไม่มีการนับคะแนนใหม่ จากนั้นประชาชนจึงติดตามเรื่องหีบบัตรเลือกตั้งจนพบว่าถูกนำมารวมไว้ที่สนามแบดมินตันดังกล่าว * นายอำเภอเมืองชลบุรี และผอ.กกต. จังหวัดชลบุรี ยืนยันว่าสั่งนับคะแนนใหม่ไม่ได้ ต้องส่งคำร้องไปที่ กกต. ส่วนกลาง ส่วนรองเลขาธิการ กกต. ก็ระบุว่าไม่สามารถนับคะแนนใหม่ทันทีได้ ต้องรอ กกต. ส่วนกลางที่จะประชุมในเวลา 10.00 วันนี้ (10 ก.พ.) โดยมวลชนยังคงรวมตัวอยู่ที่สนามแบดมินตัน * ล่าสุด กกต. ส่วนกลางให้เวลา กกต. ชลบุรี 2 วัน ในการรวบรวมข้อมูลก่อนตัดสินใจว่าจะนับคะแนนใหม่หรือไม่ * ในเขตดังกล่าว สุชาติ ชมกลิ่น ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนำ วรท ศิริรักษ์ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนอยู่ 3,783 คะแนน * ช่วงดึกของวันจันทร์ แฮชแทค #ชลบุรีเขต1 และ #นับใหม่ทั้งประเทศ ขึ้นเทรนด์อันดับหนึ่งบนทวิตเตอร์ มหาสารคาม เขต 1 * กลุ่มนิสิตและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมถึงประชาชนในพื้นที่จำนวนมากรวมตัวชุมนุมที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เขต 1 ภายใน มรภ.มหาสารคามเพื่อให้มีการนับคะแนนใหม่ตั้งแต่เย็นวันจันทร์ * มีรายงานว่าผู้สังเกตการณ์และประชาชนพบความผิดปกติหลายประการ เช่น บอร์ดประกาศผลคะแนนไม่ตรงกับข้อมูลหน้าหน่วย มีร่องรอยการแก้ไขตัวเลข และหีบเลือกตั้งบางใบไม่มีการรัดสายรัดพลาสติกตามระเบียบ กกต. * มีการตั้งข้อสงสัยว่าหีบบัตรเลือกตั้งอยู่ที่ไหน โดยมีการให้ข้อมูลไม่ตรงกันว่าอยู่ที่ศาลากลางจังหวัดหรือสำนักงานกกต.จังหวัด ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงบัตร * ผอ. กกต. มหาสารคามแจ้งผู้ชุมนุมว่าต้องให้กกต. ส่วนกลางเป็นผู้พิจารณาว่าจะนับคะแนนใหม่ได้หรือไม่ ผอ.จังหวัดไม่มีอำนาจสั่งการให้นับใหม่ * มวลชนบางส่วนยังคงปักหลักรอการพิจารณาจาก กกต. อุบลราชธานี เขต 6 * เวลา 20.00 วันจันทร์ที่ 9 ก.พ. ประชาชนจากสามอำเภอชุมนุมเรียกร้องให้กกต.เปิดผลคะแนน หลังผ่านมากว่า 24 ชม. แล้วยังไม่มีการปิดประกาศผลเลือกตั้ง และมีการขนย้ายบัตรไปยังสำนักงานกกต. จังหวัดอุบลราชธานีทั้งที่ยังไม่มีการประกาศคะแนนระดับเขตอย่างเป็นทางการ จันทบุรี * เช้าวันอังคารที่ 10 ก.พ. ประชาชนรวมตัวที่สำนักงาน กกต. จังหวัด เรียกร้องให้ระงับการประกาศผลและนับคะแนนใหม่ * มีรายงานว่าสาเหตุของการรวมตัวเกิดจากระบบ ectreport69 แสดงยอดรวมการลงคะแนนมากกว่ายอดบัตรดีในพื้นที่ของเขตเลือกตั้งที่ 1 และ 2 และต่อมามีการปรับลดคะแนนของผู้สมัครหลายรายลงเพื่อให้สอดคล้องกับยอดบัตรดี ทำให้เกิดความกังวล * ผอ. กกต. จังหวัดรับหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานจากตัวแทนเครือข่าย โดยระบุว่าจะต้องส่งเรื่องให้ กกต. ส่วนกลางพิจารณาว่าจะนับคะแนนใหม่หรือไม่ ลำปาง * โซเชียลตั้งข้อสังเกตว่า เขต 2 มีบัตรเสียจำนวนมาก จึงมีประชาชนกลุ่มวัยทำงานเดินทางไปสำกนักงาน กกต. ลำปางเพื่อเข้าพบผู้อำนวยการเลือกตั้งจำหวัดลำปาง ขอให้นับคะแนนใหม่ในเขต 2 และ 4 * นอกจากนี้ยังมีประชาชนจาก อ.แม่เมาะ ซึ่งอยู่ในเขต 2 ราว 10 คน รวมถึงตัวแทนของพรรคประชาชนพบผู้อำนวยการเลือกตั้งลำปาง เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและนับคะแนนใหม่ * ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดลำปาง ยืนยันว่า ในปี 2566 จำนวนบัตรเสียก็มีประมาณนี้เช่นกัน เช่น ในเขตสอง มีบัตรเสีย 7,339 ใบ ปี 69 มีบัตรเสีย 7,364 ใบ เขต 4 ครั้งก่อนบัตรเสีย 6,763 ใบ ครั้งนี้ 6,329 ใบ การจะนับคะแนนใหม่เป็นอำนาจ กกต.กลางพิจารณา หากมีข้อสงสัยสามารถหาหลักฐานต่างๆ ยื่นคำร้องได้ต่อไป กทม. * 10 ก.พ. เวลาประมาณ 16.00 น. เพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โพสต์ข้อความสั้นๆ “วันนี้ พบกัน 17.00 สกายวอร์คmbk #กกตหค #โกงเลือกตั้ง #เลือกตั้ง69 * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง'69 * กกต. * คณะกรรมการการเลือกตั้ง * ชลบุรี * ปทุมธานี * กรุงเทพ * จันทบุรี * ลำปาง * อุบลราชธานี * มหาสารคาม
dlvr.it
February 10, 2026 at 2:36 PM
ประชาชนรวมตัวหน้าหอศิลป์ฯ จี้ กกต. “นับใหม่ทั่วประเทศ” ปมพิรุธคะแนนเลือกตั้งหลายแห่ง
ประชาชนรวมตัวหน้าหอศิลป์ฯ จี้ กกต. “นับใหม่ทั่วประเทศ” ปมพิรุธคะแนนเลือกตั้งหลายแห่ง ภาพและรายงาน แมวส้ม admin666 Tue, 2026-02-10 - 20:31 10 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 17.45 น. จนถึงเวลา 19.48 น. บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร แยกปทุมวัน มวลชนรวมตัวประท้วงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามการนัดหมายของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชวนประชาชนร่วมแสดงพลัง #นับใหม่ทั้งประเทศ สืบเนื่องจากปัญหาการนับคะแนนผลการเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 บรรยากาศในวันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชน นักเรียน และนักศึกษาทยอยเข้าร่วมชุมนุมมากกว่า 100 คน บริเวณลานหน้าหอศิลป์ฯ โดยถือป้ายข้อความต่าง ๆ อาทิ “ประชาชนไม่ได้โง่” “โกงเลือกตั้ง” “Respect My Vote” “การโกงครั้งนี้เป็นประตูสู่การโกงระดับชาติ” และ “คืนความจริง” รวมถึงมีผู้ชุมนุมบางส่วนยืนอยู่บนสกายวอล์ก ผู้ร่วมชุมนุมผลัดกันขึ้นปราศรัยสะท้อนปัญหาการนับคะแนน โดยระบุว่าไม่ต้องการให้การต่อสู้เป็นเพียงของคนใดคนหนึ่ง พร้อมเรียกร้องให้การทำงานของ กกต. มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และขอให้มีการ “นับใหม่ทั้งประเทศ” ช่วงหนึ่ง ผู้ชุมนุมร่วมกันเปิดแฟลชจากโทรศัพท์มือถือ เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง และยืนยันว่าประชาชนยังไม่หมดหวังกับประเทศนี้ โดยกล่าวว่า “ประเทศนี้เป็นของประชาชน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง” ทั้งนี้ การชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากช่วงบ่ายวันเดียวกัน กกต. แถลงขอเวลา 2 วัน เพื่อตรวจสอบกรณีการรักษาหีบบัตรและข้อสงสัยเกี่ยวกับผลคะแนนเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ภายหลังประชาชนรวมตัวประท้วงเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ ตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 9 ก.พ. ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานการรวมตัวเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ อาทิ ปทุมธานี มหาสารคาม และจันทบุรี รวมถึงหลายพรรคการเมืองที่ออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าพบพิรุธและความผิดปกติหลายจุดในการเลือกตั้ง  * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 69 * ทุจริตเลือกตั้ง * คณะกรรมการการเลือกตั้ง * หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
dlvr.it
February 10, 2026 at 2:00 PM
พรรคหลักได้ สส.เขต เท่าไหร่ในแต่ละภูมิภาค เทียบผลเลือกตั้ง 2569 (ไม่เป็นทางการ) กับปี 2566
พรรคหลักได้ สส.เขต เท่าไหร่ในแต่ละภูมิภาค เทียบผลเลือกตั้ง 2569 (ไม่เป็นทางการ) กับปี 2566 เรื่อง: ทีมข่าวการเมือง อินโฟกราฟิก: กิตติยา อรอินทร์ See Think Tue, 2026-02-10 - 17:43 หมายเหตุ: * ข้อมูลผลเลือกตั้งปี 2569 อย่างไม่เป็นทางการ * ใช้การกรอบการแบ่งภูมิภาคดังนี้ * ภาคเหนือ (9 จังหวัด): เชียงใหม่, เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์ * ภาคกลาง (21 จังหวัด): กำแพงเพชร, ชัยนาท, นครนายก, นครปฐม, นครสวรรค์, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, พิจิตร, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุโขทัย, สุพรรณบุรี, อ่างทอง, อุทัยธานี * ในปี 2566 ธรรมนัส พรหมเผ่าและ สส.ใน "กลุ่มธรรมนัส" ส่วนใหญ๋สังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดยปัจจุบันธรรมนัสและ สส.ในกลุ่มส่วนใหญ่ได้ย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม (กธ.) ผลเลือกตั้งปี 2569 (ไม่เป็นทางการ) พรรคหลัก ภูมิใจไทย มี สส.เขต 174 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 19 ที่นั่ง * ภาคอีสาน 64 ที่นั่ง * บุรีรัมย์ (10 ยกจังหวัด) * สุรินทร์ (8 ยกจังหวัด) * บึงกาฬ (3 ยกจังหวัด) * ยโสธร (3 ยกจังหวัด) * อำนาจเจริญ (2 ยกจังหวัด) * ศรีสะเกษ (8 จาก 9) * อุบลราชธานี (4 จาก 11): เขต 5,7,8,11 * นครพนม (2 จาก 4): เขต 1, 3 * มหาสารคาม (5 จาก 6):เขต 1,2,3,4,6 * สกลนคร (1 จาก 7): เขต 6 * มุกดาหาร (1 จาก 2): เขต 1 * อุดรธานี (4 จาก 10): เขต 3,5,6,8 * นครราชสีมา (3 จาก 16): เขต 9,10,16 * ชัยภูมิ (3 จาก 7): เขต 3,4,6 * ขอนแก่น (3 จาก 11): เขต 6,10,11 * ร้อยเอ็ด (1 จาก 8): เขต 1 * กาฬสินธุ์ (1 จาก 5): เขต 5 * หนองคาย (1 จาก 3): เขต 3 * เลย (1 จาก 4): เขต 4 * ภาคเหนือ 5 ที่นั่ง * แม่ฮ่องสอน (1 จาก 2): เขต 2 * เชียงราย (1 จาก 7): เขต 5 * แพร่ (2 จาก 3): เขต 1,2 * อุตรดิตถ์ (1 จาก 3): เขต 1 * ภาคกลาง 42 ที่นั่ง * เพชรบูรณ์ (6 ยกจังหวัด) * พิจิตร (3 ยกจังหวัด) * อุทัยธานี (2 ยกจังหวัด) * อ่างทอง  (2 ยกจังหวัด) * สิงห์บุรี (1 ยกจังหวัด) * อยุธยา (5 ยกจังหวัด) * สุโขทัย (1 จาก 4): เขต 4 * พิษณุโลก (3 จาก 5): เขต 3,4,5 * ลพบุรี (3 จาก 4): เขต 1,2,3 * นครสวรรค์ (5 จาก 6): 1,2,4,5,6 * นครนายก (1 จาก 2): เขต 2 * ชัยนาท (1 จาก 2): เขต 2 * นครปฐม (4 จาก 6): เขต 1,3,4,5 * สมุทรสาคร (2 จาก 4): เขต 2,4 * สมุทรปราการ (1 จาก 8): เขต 6 * ปทุมธานี (2 จาก 8): เขต 7,8 * สุพรรณบุรี (4 จาก 5): เขต 1,2,4,5 * สระบุรี (3 จาก 4): เขต 1,2,3 * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 13 ที่นั่ง * ปราจีนบุรี  (3 ยกจังหวัด) * จันทบุรี  (3 ยกจังหวัด) * ตราด (1 ยกจังหวัด) * ระยอง (1 จาก 5): เขต 4 * ชลบุรี  (5 จาก 10): เขต 1,3,4,5,8 * ภาคใต้  31 ที่นั่ง * ชุมพร (3 ยกจังหวัด) * ระนอง (1 ยกจังหวัด) * พังงา (2 ยกจังหวัด) * กระบี่ (3 ยกจังหวัด) * สตูล (2 ยกจังหวัด) * ตรัง (2 จาก 4): เขต 1,2 * สุราษฎร์ธานี (3 จาก 7): เขต 1,2,6 * นครศรีธรรมราช (4 จาก 9): เขต 2,7,8,9 * พัทลุง (2 จาก 3): เขต 1,2 * สงขลา (4 จาก 9): เขต 1,3,6,7 * ปัตตานี (4 จาก 5): เขต 1,2,3,5 * นราธิวาส (1 จาก 5): เขต 4 * ภาคตะวันตก 12 ที่นั่ง * ตาก (1 จาก 3): เขต 1 * กาญจนบุรี (3 จาก 5): เขต 2,3,4 * ราชบุรี (3 จาก 5): เขต 1,4,5 * เพชรบุรี (3 ยกจังหวัด) * ประจวบคีรีขันธ์ (2 จาก 3): เขต 1,3 ก้าวไกล  มี สส.เขต 85 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 31 * ภาคอีสาน 6 ที่นั่ง * อุดรธานี 1 * ขอนแก่น 2 * นครราชสีมา 3 * ภาคเหนือ 13 ที่นั่ง * เชียงใหม่ (6 จาก 10): เขต 1,2,3,4,5,8 * ลำพูน (2 ยกจังหวัด) * ลำปาง (2 จาก 4): เขต 1,3 * น่าน (2 จาก 3): เขต 1,3 * แพร่ (1 จาก 3): เขต 3 * ภาคกลาง 23 ที่นั่ง * นนทบุรี 8 * สมุทรปราการ (7 จาก 8): เขต 1,2,3,4,5,7,8 * สมุทรสาคร (2 จาก 4): เขต 1, 3 * ปทุมธานี (5 จาก 8): เขต 1,3,4,5,6 * พิษณุโลก (1 จาก 5) * กทม. 33 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 8 ที่นั่ง * ระยอง (3 จาก 5): เขต 1,2,5 * ชลบุรี (5 จาก 10): เขต 2,6,7,9,10 * ภาคใต้ 2 ที่นั่ง * ภูเก็ต 2: เขต 1,2 * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง เพื่อไทย มี สส.เขต 58 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 16 * ภาคอีสาน 43 ที่นั่ง * อุบลราชธานี (3 จาก 11): เขต 1,4,6 * อุดรธานี (5 จาก 10): เขต 2,4,7,9,10 * หนองบัวลำภู (1 จาก 3): เขต 2 * ชัยภูมิ (3 จาก 7): เขต 1,2,5 * นครราชสีมา (10 จาก 16): เขต 2,4,5,6,7,8,11,12,13,15 * เลย (3 จาก 4): เขต 1,2,4 * กาฬสินธุ์ (4 จาก 6): เขต 1,2,4,6 * ร้อยเอ็ด (4 จาก 8): เขต 4,5,6,8 * ศรีสะเกษ (1 จาก 9): เขต 7 * สกลนคร (3 จาก 7): เขต 3,4,7 * นครพนม (2 จาก 4): เขต 2,4 * มหาสารคาม (1 จาก 6): เขต 5 * ขอนแก่น (3): เขต 4,7,9 * ภาคเหนือ 3 ที่นั่ง * เชียงราย (2 จาก 7): เขต 1,2 * อุตรดิตถ์ (1 จาก 3): เขต 3 * ภาคกลาง 9 ที่นั่ง * สุโขทัย (3 จาก 4): เขต 1,2,3 * กำแพงเพชร (2 จาก 4): เขต 3,4 * พิษณุโลก (1 จาก 5): เขต 2 * ปทุมธานี (1 จาก 8): เขต 2 * ลพบุรี (1 จาก 4): เขต 4 * ชัยนาท (1 จาก 2): เขต 1 * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 1 ที่นั่ง * ฉะเชิงเทรา (1 จาก 4): เขต 1 * ภาคใต้ - ที่นั่ง * ภาคตะวันตก 2 ที่นั่ง * กาญจนบุรี (2 จาก 4): เขต 1,5 กล้าธรรม มี สส.เขต 58 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 2 * ภาคอีสาน 13 ที่นั่ง * สกลนคร (3 จาก 7): เขต 1,2,5 * กาฬสินธุ์ (1 จาก 6): เขต 3 * มุกดาหาร (1 จาก 2): เขต 2 * ร้อยเอ็ด (2 จาก 8): เขต 2,3 * ขอนแก่น (3 จาก 11): เขต 3,5,8 * หนองบัวลำภู (2 จาก 3): เขต 1,3 * ชัยภูมิ (1 จาก 7): เขต 7 * ภาคเหนือ 15 ที่นั่ง * เชียงใหม่ (4 จาก 10) : เขต 6,7, 9, 10 * เชียงราย (4 จาก 7) : เขต 3,4, 6, 7 * พะเยา (3  จาก 3) * น่าน (1 จาก 3): เขต 2 * ลำปาง (2 จาก 4): เขต 2, 4 * แม่ฮ่องสอน (1 จาก 2): เขต 1 * ภาคกลาง 8 ที่นั่ง * กำแพงเพชร (2 จาก 4): เขต 1,2 * นครสวรรค์ (1 จาก 6): เขต 3 * สระบุรี (1 จาก 4): เขต 4 * นครนายก (1 จาก 2): เขต 1 * สุพรรณบุรี (1 จาก 5): เขต 3 * นครปฐม (1 จาก 6): เขต 2 * นครนายก (1 จาก 2): เขต 1 * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก  4 ที่นั่ง * สระแก้ว (1 จาก 3): เขต 3 * ฉะเชิงเทรา (3 จาก 4): เขต 2,3,4 * ภาคใต้  13  ที่นั่ง * ภูเก็ต (1 จาก 3): เขต 3 * สุราษฎร์ธานี (2 จาก 7): เขต 5,7 * นครศรีธรรมราช (1 จาก 9): เขต 5 * พัทลุง (1 จาก 3): เขต 3 * สงขลา (3 จาก 9): เขต 4,5,8 * นราธิวาส (3 จาก 5): เขต 1,2,3 * ปัตตานี (1 จาก 5): เขต 4 * ภาคตะวันตก 5 ที่นั่ง * ตาก (2 จาก 3): เขต 2,3 * ราชบุรี (2 จาก 5): เขต 2,3 * ประจวบคีรีขันธ์ (1 จาก 3): เขต 2 ประชาธิปัตย์ มี สส.เขต 10 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 12 * ภาคอีสาน 0 ที่นั่ง * ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง * ภาคกลาง 0 ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 1 ที่นั่ง * ระยอง 1: เขต 3 * ภาคใต้ 9 ที่นั่ง * สงขลา (2 จาก 9): เขต 2,9 * นครศรีธรรมราช (4 จาก 9): เขต 1,3,4,6 * ตรัง (2 จาก 4): เขต 3,4 * สุราษฎร์ธานี (1 จาก 7): เขต 4 * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง พรรคเล็ก ไทรวมพลัง มี สส.เขต 5 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1 * ภาคอีสาน 4 ที่นั่ง * อุบลราชธานี (4 จาก 11): เขต 2,3,9,10 * ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง * ภาคกลาง 0  ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง * ภาคใต้  1 ที่นั่ง * สุราษฎร์ธานี (1 จาก 7): เขต 3 * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง ประชาชาติ มี สส.เขต 4 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1  * ภาคอีสาน 0 ที่นั่ง * ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง * ภาคกลาง 0 ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง * ภาคใต้ 4 ที่นั่ง * ยะลา 3 (ยกจังหวัด) * นราธิวาส (1 จาก 5): เขต 5 * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง พลังประชารัฐ มี สส.เขต 4 ที่นั่ง, ปาร์ตี้ลิสต์ 1 * ภาคอีสาน 2 ที่นั่ง * หนองคาย (2 จาก 3): เขต 1,2 * ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง * ภาคกลาง 0 ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 2 ที่นั่ง * สระแก้ว (2 จาก 3) * ภาคใต้ 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง ไทยสร้างไทย มี สส.เขต 1 ที่นั่ง * ภาคอีสาน 1 ที่นั่ง (ร้อยเอ็ด เขต 1) * ภาคเหนือ 0 ที่นั่ง * ภาคกลาง 0 ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง * ภาคใต้ 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง โอกาสใหม่ มี สส.เขต 1 ที่นั่ง * ภาคอีสาน 0 ที่นั่ง * ภาคเหนือ 1 ที่นั่ง (อุตรดิตถ์ เขต 2) * ภาคกลาง 0 ที่นั่ง * กทม. 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันออก 0 ที่นั่ง * ภาคใต้ 0 ที่นั่ง * ภาคตะวันตก 0 ที่นั่ง * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * พรรคภูมิใจไทย * พรรคประชาชน * พรรคเพื่อไทย * พรรคกล้าธรรม * พรรคประชาธิปัตย์
dlvr.it
February 10, 2026 at 11:18 AM
'ตู่ ไม่อยู่ หนู ร่าเริง' ส่องเบื้องหลัง 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ผงาดเลือกตั้งภาคใต้
'ตู่ ไม่อยู่ หนู ร่าเริง' ส่องเบื้องหลัง 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' ผงาดเลือกตั้งภาคใต้ รายงาน: ณัฐพล เมฆโสภณ XmasUser Tue, 2026-02-10 - 13:54 'อภิสิทธิ์' คืนจอ เกิดกระแส 'ฟ้าคืนใต้' ก็แล้ว กระแสวิจารณ์การจัดการ 'น้ำท่วมหาดใหญ่” ก็แล้ว แต่พรรคภูมิใจไทย นำโดยอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ยังสามารถผงาดขึ้นมาเป็นพรรคที่สามารถครองใจคนใต้ได้สำเร็จ  ทำนองเดียวกับพรรคกล้าธรรม ของผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า เจ้าของสโลแกน 'ทำดีกว่าพูด' แม้จะเป็นพรรคน้องใหม่ประจำการเลือกตั้ง แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะมาเป็นอันดับ 2 ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ถล่มทลาย ส่วนพรรคประชาชน 'อาจจะยังน้า' เรื่องปักธงภาคใต้ ซึ่งสะท้อนผ่านคะแนนปาร์ตีลิสต์ และ สส.เขต ที่ต่างลดลง ผลการเลือกตั้งปี’69 สะท้อนนัยยะทางการเมืองอย่างไร ประชาไท ร่วมคุยไปกับ อาจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้งภาคใต้  * ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถครองแชมป์การเลือกตั้งภาคใต้ * การหายไปของ ‘ประยุทธ์’ ทำให้ ‘อนุทิน’ ได้คะแนนมากขึ้นอย่างไร * กระแส “ฟ้าคืนใต้” ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ดีพอที่จะแย่งที่นั่ง ภท. ? * ทำไม “กล้าธรรม” ได้ที่นั่งทางภาคใต้จำนวนมาก * เหตุผลที่พรรคประชาชน ยังเจาะภาคใต้ไม่สำเร็จ   ผลเลือกตั้ง'69 ชี้ "ภูมิใจไทย" ผงาดภาคใต้  ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักข่าว The Standard เมื่อ 10 ก.พ. 2569 เมื่อเวลา 14.00 น. ผลการเลือกตั้ง สส.เขตภาคใต้ ปี 2569 จำนวน 59 ที่นั่งอย่างไม่เป็นทางการ ผลปรากฏว่า   * พรรคภูมิใจไทย ได้จำนวน 31 ที่นั่ง หรือเกินครึ่งของ สส.เขตทั้งหมดในภาคใต้ สำหรับเขตจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ สส. ยกจังหวัด มีจำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร (3 เขต) ระนอง (1 เขต) สุราษฎร์ธานี (7 เขต) กระบี่ (3 เขต) และสตูล (2 เขต) * พรรคกล้าธรรม (กธ.) แม้ว่าจะเป็นพรรคน้องใหม่ แต่ได้ไปถึง 12 ที่นั่ง * พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยครองเสียงข้างมากในภาคใต้ ปี 2569 ได้ไป 9 ที่นั่ง ผลการเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ภาคใต้ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. พรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 2,114,147 คะแนน (เมื่อปี 2566 ได้ 435,485 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 1,678,662 คะแนน) และได้คะแนนปาร์ตีลิสต์มากสุดใน จ.ตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนายหัว ชวน หลีกภัย  2. พรรคประชาชน จำนวน 947,796 คะแนน (ปี 2566 สมัยยังเป็นพรรคก้าวไกล ได้ 1,590,977 คะแนน หรือลดลง 643,181 คะแนน) 3. พรรคภูมิใจไทย จำนวน 607,596 คะแนน (ปี 2566 ได้ 217,722 คะแนน หรือเพิ่มขึ้น 389,874 คะแนน) 'กระแสรักชาติ-บ้านใหญ่-ปกป้องสถาบันฯ' 3 ปัจจัย ภท.วื่งฉิว  ทำไมพรรคภูมิใจไทยสามารถคว้าที่นั่งในพื้นที่ภาคใต้ได้เยอะขนาดนี้ อาจารย์เอกรินทร์ อธิบายว่ามันมี 3 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1. การเล่นการเมืองบ้านใหญ่ 2. การหายไปของประยุทธ์ จันทร์โอชา การชูประเด็นชาตินิยม-ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และ 3. การเมืองวัฒนธรรมของคนใต้ ที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ เอกรินทร์ มองว่า ปัจจัยแรกที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากขนาดนี้ คือพรรคภูมิใจไทยเล่นการเมือง “บ้านใหญ่” ได้ดีมากๆ และเข้าถึงประชาชน สนามเลือกตั้งที่เซอร์ไพร์สมากที่สุดคือในจังหวัดปัตตานี เพราะจากเดิมเมื่อปี 2566 พรรคภูมิใจไทยไม่ได้ สส.เลยสักคนเดียว แต่ในปี 2569 ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 ที่นั่ง) ถือว่าเยอะมาก และอีกเขตหนึ่งที่แพ้ให้พรรคกล้าธรรม ก็แพ้ไม่ห่างคือประมาณ 4,000 คะแนน ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มากขนาดนี้  “เขาเอามาได้ก็เพราะเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ. ปัตตานี แต่เขาจะไม่ได้ออกหน้า แต่จะอยู่ข้างหลัง” เอกรินทร์ ระบุ ส่วนเขตอื่นๆ อีก 30 เขตภาคใต้ เอกรินทร์ มองว่าไม่พลิกโผ หากประเมินจากบ้านใหญ่  เมื่อสอบถามว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาขุมกำลังบ้านใหญ่ไปร่วมได้มากขนาดนี้ เอกรินทร์ มองว่า ต้องย้อนกลับไปถึงตอนที่อนุทิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี จากข้อตกลง MOA ที่ทำกับพรรคประชาชน ซึ่งเวลาแค่ 2 เดือนที่อนุทิน มีอำนาจ สามารถโยกย้ายข้าราชการเอาเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมันส่งผลต่อการเลือกตั้งมากๆ ไม่ว่าจะนายอำเภอ หรือตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งหมายความว่าบ้านใหญ่เขาก็รู้ตัวอยู่แล้วว่าใครถืออำนาจรัฐ เราต้องไปอยู่ตรงนั้น เพราะมันจะได้เปรียบในการเลือกตั้ง  “พวกบ้านใหญ่ คือ นักเลือกตั้ง มันจะจมูกไว รู้อยู่แล้วใครได้เปรียบ ช่วงชิงจะมีการเลือกตั้ง และเขาอ่านถูกด้วย ซึ่งต่างจากการเมืองกระแส คือมันเป็นการเมืองแบบเข้าใจพื้นที่ และเข้าใจว่าอำนาจรัฐจะช่วยเขา” เอกรินทร์ กล่าว  ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพบข้อมูลด้วยว่า ย้อนไปเมื่อ 10 ม.ค. 2569 ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย เคยเปิดเผยข้อมูลว่า ระยะเวลา 2 เดือนที่อนุทิน นั่งตำแหน่งนายกฯ และ รมว.กระทรวงมหาดไทย มีการโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการมหาดไทย จำนวน 400 คน และการโยกย้ายตำแหน่งนายอำเภออย่างผิดปกติในพื้นที่ของจังหวัดที่มีการย้ายพรรค วันที่ 8 ม.ค. 2569 หรือก่อนการเลือกตั้ง 1 เดือน อนุทิน ได้มีการย้ายและแต่งตั้งนายอำเภอรอบใหญ่อีกครั้งหนึ่ง จำนวน 236 คน ปลัดจังหวัด 6 คน ผู้ตรวจราชการกรมการปกครอง 1 คน และผู้อำนวยการสำนักกิจการความมั่นคงภายใน ศึกษิษฐ์ ระบุเพิ่มว่า หากดูในรายละเอียดจะพบว่าการโยกย้ายครั้งนี้ นายอำเภอจำนวน 108 คน เป็นการโยกย้ายระหว่างอำเภอ ไม่ได้เป็นการเลื่อนต่ำแหน่ง จึงไม่น่ามีเหตุผลหรือความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเปลี่ยนผู้บริหารอำเภอโดยเฉพาะช่วงใกล้วันเลือกตั้ง นอกจากนี้ ในคำสั่งโยกย้ายนายอำเภอมีการระบุให้มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ใหม่ 19 ม.ค. จึงอาจจะกระทบกับการเตรียมเลือกตั้งและการทำประชามติอย่างมีนัยยะสำคัญ และในตำแหน่งปลัดจังหวัด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของนายอำเภอภายในจังหวัดนั้นๆ 4 คนจาก 6 คน เป็นการโยกย้ายจังหวัดในภาคใต้ ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง และ ปัตตานี (3 ใน 4 เป็นจังหวัด ยกเว้นสงขลา เป็นจังหวัดที่ ภท.ชนะยกจังหวัด) ชาตินิยม-'ประยุทธ์' หายไป ทำให้คะแนน ภท.เพิ่มขึ้น เอกรินทร์ ระบุต่อว่า ปัจจัยที่ 2 การออกจากการเมืองของอดีตนายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกอบกับกระแสชาตินิยม จากประเด็นข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ต่อเนื่องมาจากปี 2568 และก็พิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็มาบอกว่า ‘ให้เลือกพรรครักชาติ’ ทำให้คะแนนจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไหลลงไปที่พรรคภูมิใจไทยจำนวนมาก    ภาพเมื่อ 4 ม.ค. 2569 ระหว่างที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ซ้าย) พบกับอนุทิน ชาญวีรกูล (ขวา) นายกรัฐมนตรี ระหว่างไปกราบสักการะสมเด็จพระสังฆราช ขอพรปีใหม่ 2569 (ที่มา :สำนักข่าวไทย) ปัจจัยที่ 3 คือเรื่องการเมืองวัฒนธรรมของคนภาคใต้ ไว้ใจกับการเมืองที่ยังยึดโยงกับชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทำให้พรรคภูมิใจไทยที่มีความใกล้ชิดกับชนชั้นนำ และสถาบันกษัตริย์ ได้คะแนนจุดนี้ไป  อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การเมืองเชิงวัฒนธรรมลักษณะนี้สะท้อนผ่านคะแนนลงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะประชาชนภาคใต้มีสัดส่วนออกเสียงประชามติ “ไม่เห็นด้วย” เยอะที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะภาคใต้ตอนบน จังหวัดติดอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน  รูปกับ ร.10 ช่วย ภท.โค้งสุดท้าย ? หลายคนสงสัยมากกว่ากรณีที่มีภาพเผยแพร่ออกมาว่า อนุทิน และผู้บริหารกระทรวงการคลัง เข้าเฝ้าในหลวง รัชกาลที่ 10 หนึ่งวันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี เรื่องนี้มีผลกับการเลือกตั้งภาคใต้หรือไม่ ถ้าเราดูต่อจากเรื่องการเมืองวัฒนธรรม อาจารย์เอกรินทร์ ให้ความเห็นประเด็นนี้ว่า มันสะท้อนให้เห็นว่า ภท.มีความใกล้ชิดกับสถาบันกษัตริย์ สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์กับการเมือง ไม่ว่างานนั้นจะเป็นงานรูทีนหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้ง 2 ประการ คือ  * พรรคประชาธิปัตย์ แน่นอนเพราะว่าเป็นพรรคอนุรักษนิยมเหมือนกัน มันทำให้คนที่จะเลือกประชาธิปัตย์อาจเปลี่ยนใจมาเลือก ภท.แทน * มันเหมือนเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ภท.เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง และทำให้คนกล้าเลือกมากขึ้นด้วย  ทั้งนี้ ย้อนไปเมื่อ 23 มี.ค. 2562 ข่าวในพระราชสำนักเคยเผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวัง ในหลวง รัชกาลที่ 10 โปรดเกล้าฯ อัญเชิญพระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ 9 ซึ่งกลุ่มในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 โดยมีใจความว่า “ให้ส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อน วุ่นวาย” ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เพียง 1 วันเช่นเดียวกับการเลือกตี้ครั้งนี้  อนุทิน เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 10 เมื่อ 7 ก.พ. 2569 หรือ 1 วันก่อนการเลือกตั้งพอดิบพอดี (ที่มา: เว็บไซต์ สำนักพระราชวัง) คนทำงานท้องถิ่นยังคงเป็นกลจักรสำคัญ ต่อประเด็นที่สื่อถามว่าอะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนทำงานท้องถิ่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ครูสอนศาสนา หรืออื่นๆ ถึงมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้ง หรือชักชวนให้คนเลือกพรรคการเมืองต่างๆ ได้ เอกรินทร์ มองว่า คนทำงานท้องถิ่นหรือ อสม.เขาอยู่ใกล้ชิดในพื้นที่ น้ำท่วม ไฟไหม้ ลูกคลอด กลไกเหล่านี้เข้าถึงได้หมด มันเป็นเรื่องการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนทำงานกับคนท้องถิ่น และเมื่อคนกลุ่มนี้มาเป็นหัวคะแนน และเป็นความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ขึ้นมา ชาวบ้านเขาก็จะเลือกโดยอิงกับตัวบุคคล ไม่ได้ขึ้นกับพรรคการเมือง ใครเคยช่วยเหลือกัน พอมาขอคะแนนอาจจะ 5 หรือ 10 คะแนนกันก็ให้ ซึ่งชาวบ้านเขาโหวตกันแบบนี้จริงๆ  เอกรินทร์ มองว่า ถ้าพูดแบบตรงๆ ภท.เขาก็มีหัวคะแนนธรรมชาติ ไม่อยากให้คิดว่าเขาจ่ายเงินทั้งหมด เพราะเงินไม่ใช่ตัวตัดสินว่าผู้ชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ใช้เงินเยอะ ซึ่งถ้าเรามองแบบนี้จะไม่เห็นมิติ (ไดนามิก) อื่นๆ เลย คำอธิบายก็คือว่ามันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน หรือมนุษย์กับมนุษย์  “ภูมิใจไทยเขาไม่ได้สร้างหัวคะแนนธรรมชาติแบบนั้นหรอก แต่คนที่อยู่กับภูมิใจไทย มันมีความสัมพันธ์กับคนในท้องถิ่นท้องที่ “สมมติว่าเราเทียบ อสม.กันรายเขต และอีกพรรคที่เราสมาทานใครมีเงินเยอะกว่าจะชนะ ซึ่งคนที่มีกระสุนเยอะมากๆ คือพรรคกล้าธรรม แต่ทำไมบางเขตพรรคกล้าธรรมแพ้หลายพื้นที่ให้กับภูมิใจไทยในภาคใต้ ฉะนั้นเงิน 2,000 , 3,000 จ่ายแน่ๆ แต่มันมีมากกว่านั้น” เอกรินทร์ ระบุ  น้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบ ภท. ? เรียกว่าหลังยุบสภาฯ เกิดน้ำท่วมหนัก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ซึ่งรัฐบาลอนุทินเองก็ถูกวิจารณ์หนักเรื่องการจัดการปัญหาภัยพิบัติ ฉะนั้น คำถามของสื่อคือเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงภูมิใจไทยหรือไม่ ในมุมมองของอาจารย์จาก ม.อ.ปัตตานี เอกรินทร์ มองว่ามีผล เพราะถ้าเราดูเขตอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งตรงกับเขตที่ 2 ผลเลือกตั้ง สส.เขตออกมา ก็เป็นจูรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์ที่เอาชนะไปได้ ทั้งที่แชมป์เก่าในเขตนี้คือ ศาตรา ศรีปาน พรรคภูมิใจไทย (ผลคะแนนตอนนี้อยู่ที่ 3)  สำหรับในพื้นที่จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ได้เขตที่ 3 และ 4 เอกรินทร์ มองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไม่พอใจ ‘โกหนอ’ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ตระกูลบ้านใหญ่เมืองตรัง ซึ่งเคยอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน แต่เลือกตั้งครั้งล่าสุดย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ไม่พอวันประกาศย้ายพรรค โกหนอก็ไปเปิดตัวที่หน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำให้คนไม่ชอบ แต่นอกเหนือจากประเด็นของโกหนอแล้ว เขามองว่าคนทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ก็ทำได้ดี และได้กระแสอภิสิทธิ์ หนุนเสริมเข้าไป ก็ทำให้สามารถคว้าที่นั่งเขต 3-4 ตรังไปได้   “ตอนแรกผมเข้าใจว่าภูมิใจไทยได้ สส. 3 คน แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2 คน โดยไปแพ้เขต 3 คำอธิบายของผมก็คือกระแสคุณอภิสิทธิ์ และกระแสไม่เอาบ้านใหญ่กินรวบ เพราะว่า อบจ.เป็นของตระกูลโล่สถาพรพิพิธแล้ว” เอกรินทร์ กล่าว  ลุงตู่ไม่อยู่ ลุงพีก็ไม่เอา ก่อนหน้านี้ อาจารย์เอกรินทร์ ประเมินว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสร้างฐานเสียงในภาคใต้ เพราะการถอยออกจากวงการการเมืองของประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่อะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนใต้ไม่เลือกพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (ลุงพี) หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นพรรค “DNA ลุงตู่”  ประเด็นนี้เอกรินทร์ มองว่าเป็นเพราะว่าไม่มีประยุทธ์ เลยคะแนนตก เหตุผลมีแค่นั้น ส่วนพีระพันธุ์ ไม่น่าจะสู้ภาคใต้ไหว เพราะคนใต้ไม่น่าจะรู้จักลุงพี ทำให้คะแนนไหลไปลงที่พรรคภูมิใจไทยแทน ปาร์ตีลิสต์ ปชป.นำอันดับ 1 เพราะ ‘มาร์ค’ คืนรัง อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าของพรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนจากกระแสอภิสิทธิ์ คืนรัง โดยสังเกตได้จากคะแนนเสียงปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขยับขึ้นแบบก้าวกระโดด  “ปาตรีลิสต์ 12 คนที่ได้มา นี่เป็นเพราะอภิสิทธิ์ล้วนๆ”  “ประชาธิปัตย์มาจากกระแสล้วน ไม่มีใครมาซื้อคะแนนปาร์ตีลิสต์กัน และตอนนี้ประชาธิปัตย์ได้อยู่ 10 เขตที่ได้มา ก็จะเป็นเขตที่บ้านใหญ่ของเดชเดโช (เขตนครศรีธรรมราช) แต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลก็ไม่ถือว่าใช้กระสุนเป็นธงนำ กรณีของจูรี มาจากกระแสแน่ๆ แต่เขตอื่นก็ยังใช้ทั้งกระสุน และกระแสบ้าง” เอกรินทร์ กล่าว  อาจารย์เอกรินทร์ ชวนคุยด้วยว่า ตอนแรกประเมินว่าพรรคประชาธิปัตย์น่าจะได้คะแนนปาร์ตีลิสต์ ประมาณ 3 ล้านเสียง แต่ ณ ปัจจุบัน ตอนสัมภาษณ์ คะแนนขยับพุ่งเกิน 3.6 ล้านเสียงแล้ว เลยจะ ‘ขอมอบตัว’ สารภาพผิดบนหน้าเฟซบุ๊ก เพราะว่าประเมินผิด หลังจากนี้ น่าจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของพรรคประชาธิปัตย์ เอกรินทร์ ให้ทัศนะว่า ตัวของอภิสิทธิ์ ต่อไปน่าจะเล่นเกมยาว เพราะว่าเขาอยากทำงานเชิงนโยบาย หรือเชิงกระแส มากกว่าเล่นการเมืองแบบบ้านใหญ่ เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลาในการสร้างฐานเสียง หรือทำงานในพื้นที่  เวทีปราศรัยใหญ่พรรคประชาธิปัตย์ ที่จังหวัดสงขลา เมื่อ 2 ก.พ. 2569 (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์) ‘สส. 888’ ไม่กระทบคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรม ? อะไรคือปัจจัยที่ทำให้พรรคกล้าธรรมได้คะแนน สส.เขต มากเป็นอันดับ 2 ในแดนใต้ เอกรินทร์ มองว่า มี 2 ส่วน ประกอบด้วย   1. มาจากการย้ายพรรคของ สส.พรรค ปชป. มาอยู่กับพรรคกล้าธรรมของร้อยเอกธรรมนัส อย่างกรณีของ ‘สุรินทร์ ปาณาเร่’ 2. การเอา สส.ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ของการเลือกตั้งปี 2566 หรือมีฐานเสียงอยู่บ้างแล้ว และมาบวกกับทรัพยากรหรือกระสุนของพรรคกล้าธรรม ทำให้พวกเขาชนะการเลือกตั้ง   เอกรินทร์ มีข้อสังเกตด้วยว่า ถ้านับเฉพาะคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคกล้าธรรมจะสะท้อนว่า กธ.ไม่ใช่พรรคกระแสหรือพรรคนโยบาย เพราะว่าคะแนนบัญชีรายชื่อได้เพียง 6 แสนคะแนนเท่านั้น สวนทางกับคะแนน สส.เขต ที่ตอนนี้ขึ้นไปถึง 4 ล้านคะแนนแล้ว  ก่อนหน้านี้มีกระแสวิจารณ์ สส.พรรคกล้าธรรม ว่ามีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา หรืองานผิดกฎหมาย จนโลกออนไลน์ตั้งชื่อเล่น สส.กลุ่มนี้ว่า “สส. 888” เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงพรรคกล้าธรรมหรือไม่ อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่าไม่มีผล เพราะประชาชนเขาเลือกคนที่ทำงานในท้องที่มากกว่าดูที่พรรคอย่างเดียว และสังเกตได้จากป้ายหาเสียงของ กธ.ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีรูปปธรรมนัสในป้ายในภาคใต้   “เราจะสังเกตได้ว่าป้ายหาเสียงของพรรคกล้าธรรม ไม่มีรูปคุณธรรมนัสเลยในภาคใต้ ธรรมดาหัวหน้าพรรคกับผู้สมัครในป้ายหาเสียง แต่ภาคใต้ไม่ค่อยมีภาพคุณธรรมนัสยืนหราอยู่ และเบอร์เล็กมาก” เอกรินทร์ กล่าว  แผ่นพับหาเสียงเลือกตั้งของ 'สจ.เสือ' วงศ์วชร ขาวทอง พรรคกล้าธรรม (ที่มา เพจเฟซบุ๊ก สจ.เสือ วงศ์วชร ขาวทอง) เหตุใด ปชน.ยังปักธง 'ส้ม' ในภาคใต้ไม่ไหว  มาถึงคิวแชมป์เก่าเลือกตั้งปี 2566 มาปีนี้ (2569) ผลงานของพรรคประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เหมือนยังไม่กระเตื้องขึ้น แถมได้คะแนน สส.เขต และปาร์ตีลิสต์น้อยถอยลง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เดิมปี 2566 พรรคประชาชน (พรรคก้าวไกลเดิม) ได้ สส.เขตในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 3 เขต หรือก็คือได้ภูเก็ตยกจังหวัด  ต่อมา ปี 2569 ได้ สส.เขตน้อยลง 1 ที่นั่ง เหลือเพียง 2 ที่นั่งคือพื้นที่ เขต 1-2 ของจังหวัดภูเก็ต  ส่วนคะแนนปาร์ตีลิสต์ของพรรคประชาชน เฉพาะภาคใต้ เทียบระหว่างปี 2566 และ 2569 พบว่าได้น้อยลงเช่นเดียวกัน  อ.เอกรินทร์ ระบุว่า ถ้าสังเกตคะแนน สส.เขตที่ 1-2 ภูเก็ตของพรรคประชาชนชนะฉิวเฉียดมากๆ โดยเฉพาะเขต 1 สาเหตุเพราะพรรคอนุรักษนิยมตัดคะแนนกันเอง ระหว่าง ปชป. กธ. และ ภท. โดยได้ไปพรรคละ 1 หมื่นกว่าคะแนน ส่วนของพรรคประชาชน ได้คะแนนที่ 1.8 หมื่นคะแนน อาจารย์รัฐศาสตร์ เสริมว่า สาเหตุที่ทำให้คะแนนภาคใต้พรรคประชาชนไม่กระเตื้องมี 2 สาเหตุ คือ  * ปัญหาคลาสสิกเลยก็คือตัวผู้สมัคร สส. ยังไม่ได้โดดเด่นมากเพียงพอและชนกับพลังของบ้านใหญ่ไม่ไหว * ขุนพลพรรคประชาชนน้อยเกินไป รวมถึงอุดมการณ์และความใกล้ชิดคนใต้ของพรรคประชาชนแทบไม่มีเลย ล่าสุดเพิ่งมามีคือ ‘ลิซา’ ภคมน หนุนอนันต์ นอกนั้นไม่มีความเชื่อมโยงกับคนใต้ในความหมายทางการเมือง ปัญหานี้เป็นปัญหาเดียวกับพรรคเพื่อไทย เอกรินทร์ มองว่า ถ้าอยากแก้ไขปัญหา พรรคประชาชนต้องมีความสัมพันธ์กับคนใต้ให้มากกว่านี้ ต้องหาคนหรือทำงานที่เชื่อมโยงกับคนในท้องถิ่นให้มากกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องต้องใช้เวลา ถอดบทเรียน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่ถ้าวันไหนสามารถเปลี่ยนภาคใต้ ภูมิทัศน์การเมืองไทยก็จะเปลี่ยนตาม  ต่อประเด็นที่ถามว่าจุดยืนเรื่องประเด็นโครงสร้างและสถาบันพระมหากษัตริย์ของพรรคประชาชนมีส่วนหรือไม่ที่ทำให้คนภาคใต้ไม่เลือก อาจารย์ ม.อ.ปัตตานี มองว่า มีผลด้วยทำให้คนใต้มีความรู้สึกว่าไม่ตรงอุดมการณ์ ไม่ตรงจริตทางการเมือง และวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันหลักของชาติ  “ไม่ใช่ว่าแสดงตัวตนว่ารักชาติแบบจะชนะคนใต้ แบบอนุทิน แต่เป็นหน้าที่พรรคการเมือง การทำงานทางความคิด และจะขายอะไรกับคนใต้ ในความหมายว่า จะอธิบายตัวตนอย่างไร” อาจารย์รัฐศาสตร์ ระบุ อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าฐานคนรุ่นใหม่ในภาคใต้ของ ปชน.อาจจะยังแข็งอยู่ อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า คนรุ่นใหม่ทางภาคใต้ โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับการเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังสุด (ปี 2562 , 2566, และ 2569) น่าจะเลือกพรรคประชาชนเป็นหลัก และไม่น่าจะแตกต่างจากที่อื่นๆ อย่างมีนัยยะสำคัญ ท้ายที่สุด ชวนมองอนาคตกันว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถขึ้นมาทดแทนพรรคประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติได้นานขนาดไหน อาจารย์เอกรินทร์ มองว่า การผงาดขึ้นของพรรคภูมิใจไทย เป็นเพราะฝ่ายอนุรักษนิยมตัดสินใจแล้วว่าจะให้ ภท.ถือธงนำในการเลือกตั้งปี 2569 และมาพร้อมกับการเสริมพลัง “การคงอยู่ของชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย จากอันดับ 3 ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นว่า ภูมิทัศน์ทางการเมืองตอนนี้มันเอียงขวา ถ้าเรามองว่าฝั่งที่ซ้าย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย ถ้าเรารวมไปด้วย ยังได้ สส.ไม่ถึง 200 คนเลยรวมกัน แต่ทั้งสภาฯ เอียงขวาไป 300 กว่าเสียง ถ้าเราดูผลผลิตการเลือกตั้งครั้งนี้” เอกรินทร์ กล่าว  * รายงานพิเศษ * การเมือง * เลือกตั้ง'69. พรรคภูมิใจไทย * พรรคกล้าธรรม * พรรคประชาธิปัตย * ประยุทธ์ จันทร์โอชา * พรรคประชาชน * พรรครวมไทยสร้างชาติ * อนุทิน ชาญวีรกูล * ภาคใต้ * สงขลา * ปัตตานี * ตรัง * นครศรีธรรมราช * เอกรินทร์ ต่วนศิริ
dlvr.it
February 10, 2026 at 8:04 AM
2 ปี คดียังไม่เข้าสู่ศาล CrCF ทำหนังสือติดตามความคืบหน้ากรณี จนท. ซ้อมทรมาน “ลุงเปี๊ยก”
2 ปี คดียังไม่เข้าสู่ศาล CrCF ทำหนังสือติดตามความคืบหน้ากรณี จนท. ซ้อมทรมาน “ลุงเปี๊ยก” auser15 Tue, 2026-02-10 - 14:37 2 ปี คดียังไม่เข้าสู่ศาล 'มูลนิธิผสานวัฒนธรรม' (CrCF) ทำหนังสือติดตามความคืบหน้ากรณี จนท. ซ้อมทรมาน “ลุงเปี๊ยก” ให้รับสารภาพคดีทำร้ายร่างกาย “ป้าบัวผัน” จนเสียชีวิตเมื่อปี 2567 10 กุมภาพันธ์ 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เปิดเผยว่า จากกรณีการพบศพของนางบัวผัน ตันสุ หรือ “ป้ากบ” ในสระน้ำข้างโรงเรียนศรีอรัญโญทัย อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2567 โดยมีรายงานว่า นายปัญญา คงแสนคำ หรือ “ลุงเปี๊ยก” สามีของนางบัวผัน เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ และให้การรับสารภาพว่า ตนเองผู้เป็นผู้ก่อเหตุทำร้ายร่างกายภรรยา อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลับปรากฎข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ รวมไปถึงภาพวิดิโอจากกล้องวงจรปิด และนำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุตัวจริง นั่นคือเยาวชนจำนวน 5 คน ซึ่งลงมือทำร้ายร่างกายนางบัวผันด้วยความคึกคะนอง จนกระทั่งเสียชีวิต ทว่าในช่วงเช้าของวันที่ 13 มกราคม 2567 หลังการรับสารภาพของลุงเปี๊ยก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวนายปัญญาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยไม่มีการบันทึกภาพและเสียงขณะที่มีการควบคุมตัว ไม่แจ้งการควบคุมตัว และไม่ได้จัดทำบันทึกข้อมูลผู้ถูกควบคุมตัว อีกทั้งขณะนั้นในระหว่างควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่มีผู้ใดทราบชะตากรรมของนายปัญญาเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง จากการเปิดเผยข้อมูลจากสำนักข่าวออนไลน์ ปรากฏคลิปเสียงสนทนาระหว่างชาย 2 คน ที่อ้างว่าเป็นนายปัญญากับอีกบุคคลหนึ่ง โดยบทสนทนาพูดถึงกลุ่มชายฉกรรจ์ใช้ถุงดำคลุมศีรษะ ซ้อม ล่ามโซ่ บังคับให้ถอดเสื้อภายในห้องที่มีอากาศเย็น และบังคับให้นายปัญญารับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่านางบัวผัน ซึ่งเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดฐานกระทำทรมานเพื่อให้รับสารภาพ  โดยผลจากการตรวจสอบพบว่ามีตำรวจ 8 นาย เกี่ยวข้องกับการกระทำในครั้งนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จึงรับกรณีของนายปัญญาเป็นคดีพิเศษที่ 9/2567 เนื่องจากเข้าข่ายตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคณะทำงานและสอบสวนร่วมกับอัยการ และมีการสรุปสำนวนส่งฟ้องตำรวจทั้ง 8 นาย ใน 4 ข้อหา คือ ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, ร่วมกันกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์, ร่วมกันกระทำให้บุคคลสูญหาย ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายเสรีภาพของผู้ถูกข่มขืนใจนั้น โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยว หรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการสรุปสำนวนส่งฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 8 นาย แต่ปัจจุบันผ่านมา 2 ปี ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้กระทำความผิดคนใดถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF)  ได้ส่งหนังสือติดตามความคืบหน้าถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย กระทรวงยุติธรรม กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ. อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซ้อมทรมานนายปัญญาให้รับสารภาพว่าเป็นผู้ทำร้ายร่างกายนางบัวผัน กรณีการเสียชีวิตของนางบัวผันและการพยายามปกปิดพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนาย กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายในสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นการสืบสวนสอบสวนที่ไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนนำมาซึ่งการจับแพะมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม และแม้ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทรมานฯ ในคดีนี้จะมีพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กลับยังไม่มีความคืบหน้าและยังไม่มีการนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงขึ้นสู่ศาล ซึ่งถือเป็นความผิดปกติของการดำเนินคดีอย่างมาก CrCF จึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนและประชาชนร่วมกันติดตามและตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของคดีนี้ รวมทั้งจับตาดูกระบวนการทำงานของสำนักงานอัยการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อกระตุ้นให้มีการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะนำไปสู่การคืนความยุติธรรมและศักดิ์ศรีให้แก่ผู้เสียหายในที่สุด * ข่าว * สังคม * สิทธิมนุษยชน * คุณภาพชีวิต * มูลนิธิผสานวัฒนธรรม * CrCF * กระบวนการยุติธรรม * ซ้อมทรมาน
dlvr.it
February 10, 2026 at 7:41 AM
Vote 62 ตั้งข้อสังเกตการปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต.
Vote 62 ตั้งข้อสังเกตการปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. auser15 Tue, 2026-02-10 - 12:34 Vote 62 ตั้งข้อสังเกตการปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อจำนวนบัตรลงคะแนน มีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ 10 กุมภาพันธ์ 2569 Rocket Media Lab รายงานว่า จากการจัดการเลือกตั้งพร้อมประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มาจนถึงเวลานี้ (วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569) ยังไม่สามารถแถลงผลคะแนนอย่างเป็นทางการได้ พร้อมการรายงานปัญหาจำนวนมาก และอีกหลายพื้นที่มีการรวมตัวกันเรียบร้อยให้มีการนับคะแนนใหม่ ยังเป็นความโกลาหลอยู่ในเวลานี้ Vote 62 มีอาสาสมัครส่งข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด 16,993 หน่วย หรือคิดเป็น 17% ของหน่วยเลือกตั้งทั้งหมด นอกจากนี้ ตลอดทั้งวันของการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง มีประชาชนส่งรายงานความผิดปกติเข้ามาจำนวน 5,168 รายงาน จากทั่วประเทศ ทั้งนี้ รายงานความผิดปกติที่พบจากอาสาสมัครจับตาการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติครั้งนี้ มีลักษณะแตกต่างไปจากการเลือกตั้งปี 2566 ที่เดิมมีปัญหาเกี่ยวกับการวินิจฉัยบัตรดีบัตรเสีย แต่ครั้งนี้ ปัญหาที่พบมักเป็นเรื่อง * นับคะแนนผิด รวมคะแนนผิด * จำนวนบัตรลงคะแนน มีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ หรือบัตรเขย่ง * เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยไม่ได้ให้เซ็นชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง * เมื่อพบความผิดปกติ ขอให้เจ้าหน้าที่นับใหม่ และบางหน่วยเจ้าหน้าที่ไม่ยอมนับใหม่ * เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่พบได้จากการส่งรายงานคะแนนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งและสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)  หรือ Big Data Institute ส่งคะแนนการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติจากทั่วประเทศ ให้สื่อในการรายงานผล โดยหลังจากปิดหีบ คะแนนชุดแรกที่เริ่มปล่อยข้อมูลให้ไหลเข้ามาในระบบ คือเมื่อราวเวลา 17:48 น. เริ่มจากจำนวนคะแนนหลักพัน จากนั้น ระบบการรายงานของสื่อจะดึงข้อมูลทุกๆ 5-10 นาที ซึ่งช่วงเวลาตั้งแต่ 17:48 – 19:38 ข้อมูลก็ทยอยเพิ่มเข้ามาเป็นระยะ จนกระทั่งเวลา 19:43 น. คะแนนทั้งหมดหยุดนิ่งที่คะแนนรวมทุกบัตรที่ 6,138,429 คะแนน และไม่สามารถดึงข้อมูลได้อีกเป็นเวลา 55 นาที ก่อนที่ระบบจะกลับมาแล้วมีคะแนนรวมทุกบัตรที่ 21,731,183 คะแนน และเพิ่มเป็นรวม 26,794,205 คะแนนในอีก 11 นาทีต่อมา นอกจากนี้ จากหลายพื้นที่ที่อาสาสมัครแจ้งข้อผิดพลาดเรื่องคะแนน เมื่อเทียบกับการรายงานผลของกกต. ก็พบว่า หลายพื้นที่มีจำนวนคะแนนมากกว่าจำนวนประชาชนผู้มาใช้สิทธิ เช่นที่นครสวรรค์ เขต 1 รวมคะแนนผู้สมัครได้ที่ 89,280 คะแนน แต่ผู้มาใช้สิทธิมีจำนวน 86,040 หลังมีการท้วงติงเรื่องบัตรเขย่ง ก็มีการเปลี่ยนตัวเลขคะแนนของทุกพรรคใหม่ยกชุด จนตัวเลขตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิแล้ว การปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อ 15.00 น.VS. คะแนนที่ปรับแก้เมื่อ 15.51 น.: นครสวรรค์เขต 1 นครสวรรค์ เขต 1 คะแนนเมื่อ 15.00 น. วันที่ 9 ก.พ. คะแนนเมื่อ 15.51 น. วันที่ 9 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย 48,434 44,878 พรรคประชาชน 30,377 24,567 พรรคเพื่อไทย 4,039 3,430 พรรคประชาธิปัตย์ 3,857 3,382 พรรคเศรษฐกิจ 1,791 1,577 พรรคกล้าธรรม 782 620 รวมคะแนนผู้สมัคร 89,280 78,454 บัตรดี 78,454 78,454 บัตรเสีย 3,084 3,084 บัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 4,502 4,502 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 86,040 86,040 ที่มา: ข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง https://ectreport69.ect.go.th/overview เมื่อเปรียบเทียบกับรายงานจากอาสาสมัคร vote62 พบว่า เขตนี้มีรายงานความผิดปกติเข้ามา 11 รายงาน อาทิ   * หน่วยเลือกตั้งที่ 12 ที่อาคารโรงแรมไอราวัณ (เดิม) แยกถนนมาตุลี และถนนต้นเจ้าพระยา นับคะแนนออกมาไม่ตรง ต้องนับคะแนนใหม่ * หน่วยเลือกตั้งที่ 72 อาคารโรงอาหาร ร.ร.เทศบาลวัดพรหมจริยาวาส อาสาสมัครพบว่า กระดานคะแนนนับคะแนนภูมิใจไทยเป็น 142 แต่ในใบสรุป 5/18 นับเป็น 148 * หน่วยเลือกตั้งที่ 83 อาคารบวรนิลุบล ร.ร.อนุบาลนครสวรรค์ รายงานแจ้งเช่นกันว่า มีการรวมคะแนนของพรรคภูมิใจไทยผิด * หน่วยเลือกตั้งที่ 5 โรงเรียนวัดศรีสวรรค์สังฆาราม หมู่ที่ 2 แจ้งรายงานว่ามีการรวมคะแนนจริงได้ 239 คะแนน แต่บันทึกว่า 250 คะแนน (ผู้รายงานไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเป็นบัตรใด) * หลายหน่วยแจ้งรายงานว่า มีบัตรเสียมากผิดสังเกต และมีบางหน่วยมีรายงานว่าข้อมูลสรุปคะแนนมีไม่ครบด้วย ที่แพร่เขต 2 มีปัญหาคะแนนเขย่งเช่นกัน จากเดิม เวลา 15.00 น. รายงานของ กกต. รวมคะแนนผู้สมัครได้ 82,693 คะแนน แต่ที่หน่วยนี้มีผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 76,409 คน  หลังการท้วงติงจึงมีการปรับลดคะแนนทั้งหมดลง ซึ่งข้อผิดพลาดเหล่านี้ สอดคล้องกับรายงานจากอาสาสมัคร vote62 รายหนึ่งรายงานเข้ามาว่า มีการรวมคะแนนผิดพลาดเช่นกัน การปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อ 15.00 น.VS. คะแนนที่ปรับแก้เมื่อ 15.51 น.: แพร่เขต 2 แพร่ เขต 2 คะแนนเมื่อ 15.00 น. วันที่ 9 ก.พ. คะแนนเมื่อ 15.51 น. วันที่ 9 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย 54,296 50,300 พรรคประชาชน 14,502 11,658 พรรคเพื่อไทย 12,963 9,072 พรรคกล้าธรรม 523 446 พรรคประชาธิปัตย์ 409 299 รวมคะแนนผู้สมัคร 82,693 71,775 บัตรดี 71,775 71,775 บัตรเสีย 2,920 2,920 บัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,714 1,714 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 76,409 76,409 ที่มา: ข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง https://ectreport69.ect.go.th/overview เข่นเดียวกับที่เชียงใหม่ เขต 1 หลังมีการท้วงติงเรื่องคะแนนเขย่ง กกต. ก็ปรับปรุงข้อมูลใหม่ โดยคะแนนของผู้สมัครทุกพรรคลดลงทุกพรรคแบบยกกระดาน การปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อ 15.00 น. VS. คะแนนที่ปรับแก้เมื่อ 15.51 น.: เชียงใหม่เขต 1 เชียงใหม่ เขต 1 คะแนนเมื่อ 15.00 น. วันที่ 9 ก.พ. คะแนนเมื่อ 15.51 น. วันที่ 9 ก.พ. พรรคประชาชน 47,806 40,228 พรรคเพื่อไทย 20,104 18,570 พรรคประชาธิปัตย์ 8,520 7,584 พรรคภูมิใจไทย 6,886 6,048 พรรคกล้าธรรม 3,087 2,703 พรรครวมไทยสร้างชาติ 3,024 2,794 พรรคเศรษฐกิจ 1,379 1,245 พรรคโอกาสใหม่ 938 872 พรรควิชชั่นใหม่ 767 667 พรรครักชาติ 458 416 พรรคเสรีรวมไทย 436 395 พรรคไทยก้าวใหม่ 166 142 รวมคะแนนผู้สมัคร 93,571 81,664 บัตรดี 81,664 81,664 บัตรเสีย 2,306 2,306 บัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 5,958 5,958 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 89,928 89,928 ที่มา: ข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง https://ectreport69.ect.go.th/overview ขณะที่มีรายงานจากอาสา Vote62 จากจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง แขวงฟ้าฮ่าม เขตเลือกตั้งที่ 1 รายงานความผิดปกติด้วยเช่นกันว่า มีการรวมคะแนนผิด อีกทั้งยังมีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่ไม่ให้ถ่ายภาพ/วิดีโอระหว่างนับคะแนน, เจ้าหน้าที่ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งเมื่อพบบัตรเสีย, เจ้าหน้าที่ไม่ปิดประกาศใบรายงานผลการนับคะแนน และเจ้าหน้าที่เก็บใบรายงานผลการนับคะแนนเร็วเกินไปจนอาสาสมัครถ่ายไม่ทัน ที่สุรินทร์ เขต 8 เมื่อรวมคะแนนของผู้สมัครก็พบปัญหาเดียวกันคือ คะแนนรวมมีมากกว่าผู้มาใช้สิทธิเกือบ 3,000 คะแนน เป็นอีกหน่วยที่มีการแจ้งรายงานการท้วงติง และกกต. ปรับแก้ทั้งกระดาน การปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อ 15.00 น.VS. คะแนนที่ปรับแก้เมื่อ 15.51 น.: สุรินทร์ เขต 8 สุรินทร์ เขต 8 คะแนนเมื่อ 15.00 น. วันที่ 9 ก.พ. คะแนนเมื่อ 15.51 น. วันที่ 9 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย 51,275 49,285 พรรคประชาชน 12,719 12,277 พรรคเพื่อไทย 5,541 5,380 พรรคเศรษฐกิจ 2,593 2,488 พรรคกล้าธรรม 853 828 พรรครวมไทยสร้างชาติ 434 416 พรรคประชาธิปัตย์ 328 320 พรรคปวงชนไทย 174 168 รวมคะแนนผู้สมัคร 73,917 71,162 บัตรดี 71,162 71,162 บัตรเสีย 3,934 3,934 บัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 1,571 1,571 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 76,667 76,667 ที่มา: ข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง https://ectreport69.ect.go.th/overview สอดคล้องกับที่อาสา vote62 จ.สุรินทร์ ต.คูตัน อ.กาบเชิง เขตเลือกตั้งที่ 8 หน่วยเลือกตั้งที่ 5 ศาลากลางหมู่บ้าน บ้านราว หมู่ที่ 5 รายงานความผิดปกติว่า ในการนับคะแนนกระดาน สส.เขต มีบัตรเขย่งเช่นกัน อีกพื้นที่ที่มีข้อสังเกตบัตรเขย่ง คือที่พะเยา เขต 1 คะแนนของผู้สมัคร สส.เขต ที่รายงานคะแนนเขย่งมากถึงหมื่นกว่าคะแนน จากนั้น กกต.ปรับแก้ใหม่ คะแนนของทุกพรรคจึงถูกปรับลดลง การปรับลดคะแนนในการรายงานผลของ กกต. เมื่อ 15.00 น.VS. คะแนนที่ปรับแก้เมื่อ 15.51 น.: พะเยา เขต 1 พะเยา เขต 1 คะแนนเมื่อ 15.00 น. วันที่ 9 ก.พ. คะแนนเมื่อ 15.51 น. วันที่ 9 ก.พ. พรรคกล้าธรรม 65,997 61,641 พรรคประชาชน 18,779 13,063 พรรคเพื่อไทย 2,776 2,286 พรรคภูมิใจไทย 1,219 945 พรรครวมไทยสร้างชาติ 1,045 782 พรรคประชาธิปัตย์ 890 713 รวมคะแนนผู้สมัคร 90,706 79,430 บัตรดี 79,430 79,430 บัตรเสีย 2,652 2,652 บัตรผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 3,079 3,079 จำนวนผู้มาใช้สิทธิ 85,161 85,161 ที่มา: ข้อมูลผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง https://ectreport69.ect.go.th/overview ความผิดปกติเรื่องจำนวนคะแนนผู้สมัครมีมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ คาดว่าจะยังพบในหลายพื้นที่ในการเลือกตั้ง สส.ครั้งนี้  ตัวอย่างที่หยิบมาในที่นี้ เลือกสุ่มดูจากพื้นที่ที่มีรายงานการท้วงติงจากอาสาสมัครว่ามีปัญหาที่พบขณะสังเกตการณ์การนับคะแนน ซึ่งการปรับแก้ตัวเลขในเวลา 15.51 น. ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการปรับตัวเลขให้ตรงกับความเป็นจริง อย่างไรก็ดี  ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ ข้อสังเกตที่หนึ่ง: ความผิดพลาดของการมีคะแนนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ เกิดจากเหตุผลใด หากเป็นปัญหาที่การนับคะแนนและรวมคะแนนพลาด ในความเป็นจริง เป็นไปได้แค่ไหนที่จะกรอกผิดเฉพาะคะแนน แต่จำนวนผู้มาใช้สิทธิถูกต้องในทุกพื้นที่ที่มีการท้วงติง เพราะทุกจุดที่มีการท้วงติง ตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิ บัตรดี บัตรเสีย เป็นส่วนที่ไม่มีการแก้ไขเลย เหตุผลหนึ่งที่อาจเป็นไปได้คือ ระบบรายงานคะแนนนี้ ล็อกไว้ว่าไม่ให้แก้ไขจำนวนผู้มาใช้สิทธิ เมื่อมีการคำนวณตัวเลขผิดพลาด ที่แก้ตามหลังได้ จึงเขียนเพียงช่องคะแนนผู้สมัครเท่านั้น ข้อสังเกตที่สอง: รูปแบบการแก้ไขปัญหาบัตรเขย่ง มีลักษณะเป็นการปรับลดคะแนนทั้งกระดาน คือทุกพรรคถูกลดคะแนนหมดโดยเท่าเทียมกัน แม้กระทั่งพรรคเล็กที่ได้คะแนนเพียงหลักร้อย ที่ความเสี่ยงในการนับรวมคะแนนพลาดมีน้อย แต่ก็ถูกปรับตัวเลขเช่นกัน VOTE62 เป็นแพลตฟอร์มรายงานผลการเลือกตั้งแบบคราวด์ซอร์ส (Crowdsourcing) ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง opendream บริษัทที่นำเอาความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาสังคม, iLaw องค์กรที่จับตาด้านกฎหมายและนโยบายของไทย และ Rocket Media Lab องค์กรที่ทำงานด้านข้อมูลเพื่อสื่อสารมวลชน * ข่าว * การเมือง * Vote 62 * Rocket Media Lab * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
February 10, 2026 at 5:49 AM
สภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ Liveable Chiangmai
สภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ Liveable Chiangmai auser15 Tue, 2026-02-10 - 11:00 สภาลมหายใจเชียงใหม่ เปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ Liveable Chiangmai พร้อมเปิดตัว “กองทุนชุมชนจัดการไฟ” และมอบอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าแก่ 6 ตำบลนำร่อง 9 กุมภาพันธ์ 2569 สภาลมหายใจเชียงใหม่ ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ กองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (CG Fund) สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมูลนิธิพัฒนาเครือข่ายสุขภาพ จัดเวที “เปิดแผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟ Liveable Chiangmai พร้อมมอบอุปกรณ์ป้องกันไฟป่า” ณ เรือนรับรองอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสนับสนุนชุมชนในการป้องกันและเฝ้าระวังไฟป่าที่กำลังจะมาถึงในฤดูกาลนี้ ภายในงานมีการเปิดตัวแคมเปญ Liveable Chiangmai และ “กองทุนชุมชนจัดการไฟ” เพื่อระดมทุนสนับสนุนชุมชนที่มีแผนจัดการไฟป่าเชิงพื้นที่ โดยเบื้องต้นมีชุมชนนำร่อง 20 หมู่บ้าน ใน 6 ตำบลรอบเมืองเชียงใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม https://www.communityfire.fund/ ภายใต้การดำเนินงานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นโมเดลของการจัดการไฟป่าเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วมที่ได้รับการยอมรับในหลายภาคส่วนและหลายระดับ แผนชุมชนสู้ฝุ่นไฟเป็นแผนที่ดำเนินการทั้งด้านการป้องกันและการแก้ไข ออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมการกำหนดขอบเขตพื้นที่ดูแลของแต่ละหมู่บ้าน การจัดทำกลไกและข้อตกลงร่วม การสร้างระบบงบประมาณที่เหมาะสม และการกำหนดเกณฑ์ชี้วัดความสำเร็จร่วมกัน โดยตั้งเป้าหมายพื้นที่เผาไหม้ไม่เกินร้อยละ 15 ของขอบเขตที่กำหนด เวทีดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การฟังเสียงจากพื้นที่โดยตัวแทนชุมชนและท้องถิ่นนำเสนอแผนบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันเชิงพื้นที่ปี 2569 จาก 6 ตำบลนำร่อง การเสวนาหัวข้อ “การทำงานเชิงรุกภายใต้แผนบริหารจัดการไฟป่าและฝุ่นควันเชิงพื้นที่” โดยผู้แทนจากสภาลมหายใจเชียงใหม่ สถาบันนโยบายสาธารณะ มช. ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากร สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ผู้อำนวยการส่วนควบคุมไฟป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 และผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 ที่ร่วมนำเสนอความก้าวหน้าและข้อเสนอเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดการไฟป่าปีนี้ ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอแผนยุทธศาสตร์ 6 ด้านของจังหวัดเชียงใหม่ในการรับมือปัญหา PM2.5 โดยยุทธศาสตร์ที่ 1 ว่าด้วยการบริหารพื้นที่เผาไหม้ในป่าโดยแผนท้องถิ่นและชุมชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเวทีวันนี้ โดยตั้งเป้าหมายพื้นที่เผาไหม้อยู่ที่ 400,000-700,000 ไร่ รวมถึงการบริหารเชื้อเพลิงอย่างมีแผน 300,000 ไร่ ภายใต้แผนปฏิบัติการเขตควบคุมมลพิษจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ รศ.ดร.รัฐสิทธิ์ สุขะหุต ได้นำเสนอระบบข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ผ่านแพลตฟอร์ม https://hazefree.com  ซึ่งเป็นเครื่องมือติดตามสถานการณ์ไฟป่าแบบรายวัน แสดงจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) ข้อมูลทิศทางลม และการพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า 7 วัน สำหรับใช้ในศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) ของจังหวัด ในช่วงท้ายของงานมีพิธีมอบอุปกรณ์ป้องกันไฟป่าให้แก่ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนรวมธรรมาภิบาลไทย (CG Fund) อุปกรณ์เบื้องต้นที่จำเป็น ได้แก่ เครื่องเป่าลมสำหรับแต่ละหมู่บ้าน และมีแผนจัดหาโดรนสำหรับการเฝ้าระวังในระดับตำบลต่อไป สภาลมหายใจเชียงใหม่เชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมสนับสนุนชุมชนในการจัดการฝุ่นไฟ สามารถร่วมสมทบบริจาคผ่านกองทุนชุมชนจัดการไฟ มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ธนาคารกรุงไทย สาขาท่าแพ ชื่อบัญชี มูลนิธิเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ เลขที่บัญชี 5330 29807 5 โดยสามารถระบุความต้องการสนับสนุน เช่น การทำแนวกันไฟ วัสดุอุปกรณ์ อาหารและเชื้อเพลิง หรือสนับสนุนชุมชนใดเป็นการเฉพาะ ได้ที่ https://forms.gle/AtakwFVwjmMTfooD8 * ข่าว * สังคม * คุณภาพชีวิต * สิ่งแวดล้อม * สภาลมหายใจเชียงใหม่ * PM2.5
dlvr.it
February 10, 2026 at 4:10 AM
'ณัฐพงษ์' จี้ตรวจสอบบัตรเสีย-เขย่งสูงผิดปกติ - 'ภูมิธรรม' ชี้ประชาธิปไตยเดินหน้าไม่ได้บนความคลางแคลง
'ณัฐพงษ์' จี้ตรวจสอบบัตรเสีย-เขย่งสูงผิดปกติ - 'ภูมิธรรม' ชี้ประชาธิปไตยเดินหน้าไม่ได้บนความคลางแคลง auser15 Tue, 2026-02-10 - 10:40 'ณัฐพงษ์' แถลงน้อมรับผลการเลือกตั้งพร้อมนำไปถอดบทเรียนและทำงานให้หนักขึ้น จี้ กกต. ตรวจสอบหลายหน่วยนับคะแนน-บัตรเสีย บัตรเขย่งสูงผิดปกติ - 'ภูมิธรรม' อัด กกต. การทำหน้าที่ของกลไกรัฐเกิดข้อกังขา ต้องมีคนรับผิดชอบอย่าลอยตัวหนีปัญหา เลือกตั้ง 2569 มีข้อพิรุธหลายอย่าง ชี้ประชาธิปไตยเดินหน้าไม่ได้บนความคลางแคลง โพสต์ทูเดย์ รายงานเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวผลการเลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบความผิดปกติของการนับคะแนนในหลายเขต โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากการติดตามข้อมูล ทั้งในส่วนของผลการเลือกตั้งที่มีการอัพเดตข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเรื่องร้องเรียนหรือเหตุผิดปกติในการเลือกตั้ง ที่พรรคประชาชนได้รับข้อมูลเข้ามาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งจากทีมงานของพรรคที่ได้ประสานงานไปยังผู้สมัครในพื้นที่ พบว่าผลการเลือกตั้ง สส. เขตน่าจะได้อยู่ที่ 88 เขตและบัญชีรายชื่ออยู่ที่ประมาณ 30 กว่าที่ รอผลการเลือกตั้งที่สมบูรณ์มากขึ้นกว่านี้ก็จะทราบอย่างแน่ชัดว่าจะได้ถึงลำดับที่เท่าไหร่ ในเรื่องของเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการเลือกตั้ง ในภาพรวมพรรคประชาชนน้อมรับผลการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมาย ตนและพรรคประชาชนพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปกป้องทุกคะแนนเสียงของประชาชน สำหรับการพบเหตุผิดปกติ เช่น ลำปางเขต 2 ที่มีบัตรเสีย 7,000 กว่าใบ ซึ่งส่วนต่างที่แพ้ชนะอยู่ที่ราว 2,000 คะแนน กรณีนี้จะมีการดำเนินการขอให้มีการนับคะแนนใหม่ อีกตัวอย่างคือขอนแก่นเขต 3 พบว่ามีกรณีที่แพ้ชนะกันแค่หลักร้อยคะแนนเท่านั้น แต่จำนวนบัตรเสียและบัตรเขย่งมีความผิดปกติค่อนข้างมาก ซึ่งผู้สมัครได้ดำเนินกระบวนการขอให้มีการนับคะแนนใหม่แล้วเช่นเดียวกัน และยังมีความผิดปกติอื่น เช่น ของปทุมธานี ที่ กปน. มีการปิดห้องนับคะแนน แม้ผลการนับคะแนนใหม่ไม่ได้ต่างมากนัก แต่การทำให้กระบวนการโปร่งใสและเป็นธรรมเชื่อถือได้เป็นสิ่งสำคัญที่จะละเลยไม่ได้เช่นกัน ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ยังมีอีกหลายกรณีที่ตนอาจจะเอ่ยไม่หมด ซึ่งตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้แต่งตั้ง ธีระ สุธีวรางกูร ที่ปรึกษาทางกฎหมายของพรรคและทีมผู้บริหารพรรคประชาชน เป็นหัวเรือในการตรวจสอบทุกกรณีเหตุผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนที่พบเหตุผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้สมัครของพรรคประชาชน สามารถแจ้งเรื่องเข้ามาได้ที่พรรคประชาชนโดยตรง รวมถึงช่องทางของภาคประชาสังคม เช่น vote62 ที่มีการเปิดเว็บไซต์รับเรื่องร้องเรียนออนไลน์ที่เกิดเกี่ยวกับเหตุปกติในการเลือกตั้ง โดยพรรคประชาชนพร้อมทำงานร่วมกับภาคประชาชนทุกภาคส่วนในการดำเนินการทุกส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ตนขอเป็นกำลังใจให้ประชาชนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีประชาชนบางส่วนที่รู้สึกผิดหวัง แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานการเมือง ตราบใดที่เรายังคงเชื่อมั่นในพลังเสียงของประชาชน ยังคงเชื่อมั่นว่าประเทศมีทางออก พรรคประชาชนและตนก็พร้อมที่จะเป็นตัวแทนของประชาชนในการผลักดันวาระในประเด็นอื่นๆ ต่อไป ไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกท้อถอย อยากให้ทุกคนมีความหวังและมีส่วนร่วมกับการเมืองอย่างเต็มที่ต่อไป ณัฐพงษ์ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาล โดยระบุว่าจุดยืนของพรรคประชาชนยังเหมือนเดิม ยืนยันว่าให้พรรคภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอันดับหนึ่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ตราบใดที่พรรคภูมิใจไทยยังเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคประชาชนก็เข้าไปร่วมรัฐบาลไม่ได้ ปัจจัยในการแพ้ชนะเลือกตั้งมีหลายอย่าง แน่นอนว่าการบริหารจัดการภายในพรรคและผู้สมัครก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งพรรคประชาชนจะกลับมาทบทวนและทบทวน และสิ่งที่พรรคประชาชนจะทำอยู่แล้วแน่นอนว่าคือการทำงานให้หนักขึ้น รู้ทันกลยุทธ์การเมืองของฝั่งตรงข้ามให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือในการเอาชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อย่างดีมากขึ้น ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการยังไม่ออกมา แต่ก็พอทำให้เห็นภาพรวมในบางกรณี เช่น กรณีที่คู่แข่งบางเขตอาจมีการแบ่งหรือหลบเขตกัน หากมองย้อนกลับไปเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในปี 2566 คะแนนผู้สมัครของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าหลายกรณีไม่ได้เกิดจากการทำหน้าที่ที่บกพร่องของผู้สมัครแต่อยู่ที่บริบทในการต่อสู้ว่าคู่แข่งแข่งกันเองหรือมีการหลบเขตให้กันหรือไม่ แต่ตนยืนยันอีกครั้งว่านั่นก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง พรรคประชาชนเคารพในเสียงของประชาชน และพร้อมกลับไปวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเป็นทางการ พรรคประชาชนยอมรับว่าการจะเอาชนะการเลือกตั้งได้ นอกจากการเอาชนะทางความคิดในการปักธง เป็นพรรคหนึ่งในประเทศที่ประชาชนหลายคนยอมรับในเรื่องของวาระที่ก้าวหน้าที่พรรคประชาชนผลักดันมาตลอดแล้ว การทำงานเครือข่ายเชิงลึกในพื้นที่ การมีความใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่านี้ จะเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำงานให้หนักมากกว่านี้ แม้ในอดีตจะทำอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องกลับไปถอดบทเรียน การทำงานในเชิงเครือข่ายในพื้นที่แบบที่ไม่ได้ยึดโยงกับระบบอุปถัมภ์ในอดีต แต่เป็นวิธีการเข้าหาประชาชน เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไปแน่นอน 'ภูมิธรรม' ชี้ประชาธิปไตยเดินหน้าไม่ได้ บนความคลางแคลง 10 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวไทยรายงานว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุข้อความว่า “การเลือกตั้งที่ผิดปกติ ต้องมีคนรับผิดชอบ พรรคเพื่อไทยเห็นตรงกันกับความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผิดปกติอย่างยิ่งมีข้อพิรุธมากมาย บั่นทอนความเชื่อมั่น ต่อทั้งกระบวนการอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนจำนวนมาก ไม่เชื่อว่า การเลือกตั้งสุจริตไม่เชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม และเกิดข้อกังขาต่อบทบาทของกลไกรัฐบางส่วน​ เช่น​ ฝ่ายปกครอง​ ตำรวจ​ ทหาร​ องค์กร​ปกครองส่วนท้องถิ่น​ อสม กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องทำให้เกิดความคลางแคลงใจอย่างยิ่ง คำถามนี้ไม่อาจถูกมองข้ามได้ กรณี ชลบุรี เป็นเพียงตัวอย่างล่าสุด ที่สะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และ กกต. ไม่อาจลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์เช่นนี้ได้ ประชาธิปไตยไม่อาจเดินหน้าบนความคลางแคลงใจการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความผิดปกติที่เกิดขึ้น และหากมีการกระทำผิดกฎหมาย ผู้กระทำผิดต้องถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราจะไม่นิ่งเฉย เพื่อปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงทุกคะแนน และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะความโปร่งใส ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือรากฐานความยุติธรรมของประเทศ” * ข่าว * การเมือง * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
February 10, 2026 at 3:52 AM
AI เขย่าอุตสาหกรรมไอทีอินเดีย งานหนัก เลิกจ้างสูง กดดันจนชีวิตพัง
AI เขย่าอุตสาหกรรมไอทีอินเดีย งานหนัก เลิกจ้างสูง กดดันจนชีวิตพัง auser15 Tue, 2026-02-10 - 10:04 การเสียชีวิตของวิศวกร AI วัย 24 ปี สะท้อนวิกฤตแรงงานไอทีอินเดียที่เผชิญชั่วโมงงานยาว การเลิกจ้างจาก AI และวัฒนธรรมองค์กรกดดันหนัก ท่ามกลางความไม่มั่นคงในอาชีพ สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ และระบบคุ้มครองแรงงานที่อ่อนแอ นิคิล ซอมวันชี (Nikhil Somwanshi) วิศวกร Machine Learning ชาวอินเดีย ที่จบชีวิตลงในวัยเพียง 24 ปี | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World ในคืนที่อากาศอบอุ่นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 นิคิล ซอมวันชี (Nikhil Somwanshi) ได้ส่งข้อความผ่าน WhatsApp ถึงเพื่อนร่วมห้อง เพื่อฝากบอกครอบครัวว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้เป็นเพียงอุบัติเหตุ ข้อความดังกล่าวนำไปสู่การเร่งตามหาวิศวกร Machine Learning วัย 24 ปี ในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของเบงกาลูรู  เมืองที่มีประชากร 13 ล้านคน และได้รับการขนานนามว่าเป็น "ซิลิคอนวัลเลย์" ของอินเดีย ซอมวันชีเป็นนักเรียนดีเด่นจากหมู่บ้านเกษตรกรรมในชนบท เมื่อ 9 เดือนก่อนหน้านั้น เขาได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่ Ola Krutrim สตาร์ตอัพด้าน AI ที่มีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอินเดียที่มีมูลค่าราว 280 พันล้านดอลลาร์ และมีการจ้างงานมากกว่า 5 ล้านคน ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทนวัตกรรมชั้นนำไปจนถึงบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับจ้างช่วง (Outsourcing) ขนาดใหญ่ การได้ร่วมงานกับ Krutrim ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของซอมวันชีและชุมชน มีการขึ้นป้ายแสดงความยินดีในหมู่บ้านของเขา และเขาได้ส่งเงินเดือนงวดแรกให้พ่อแม่เพื่อสร้างวัดเล็ก ๆ บนที่ดินเป็นการขอบคุณต่อโชคชะตา โดยเงินเดือนปีละ 3.7 ล้านรูปี (ประมาณ 41,000 ดอลลาร์) ของเขานั้น สูงกว่ารายได้จากการทำนาของครอบครัวเกือบ 10 เท่า อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เขาเข้าไปอยู่นั้นกำลังเผชิญกับวิกฤต โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า 83% ของคนทำงานเทคโนโลยีในอินเดียประสบภาวะหมดไฟ และ 1 ใน 4 ต้องทำงานมากกว่า 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในรัฐกรณาฏกะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเบงกาลูรู พบว่าคนกลุ่มนี้คิดเป็น 20% ของผู้ป่วยที่ขอปลูกถ่ายอวัยวะเนื่องจากอวัยวะล้มเหลว ขณะที่การศึกษาในเมืองไฮเดอราบาด พบว่า 84% ของพนักงานเทคโนโลยีมีโรคตับที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการนั่งทำงานนานและความเครียดสะสม ในขณะเดียวกัน ผู้นำในวงการเทคโนโลยีบางส่วนของอินเดียกลับหันมาสนับสนุนให้เพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็น 70 หรือแม้แต่ 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าข้อกำหนดตามกฎหมายของประเทศที่จำกัดไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง พนักงานไอทีในอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในเบงกาลูรู | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World พนักงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของอินเดีย ตั้งแต่วิศวกรระดับต้นไปจนถึงผู้จัดการอาวุโส ต่างสะท้อนภาพความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นจากการต้องแบกรับภาระงานหนักและกำหนดเวลาที่บีบคั้น จนแทบไม่มีเวลาให้ครอบครัว นอกจากนี้ ความกังวลเรื่องการเลิกจ้างยังทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการนำ AI เข้ามาใช้ ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่เกรงว่าจะทำให้สภาพการทำงานเลวร้ายลงกว่าเดิม ชะตากรรมของแรงงานเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนถึงอนาคตของแรงงานทั่วโลก เนื่องจากกลุ่มแรงงานเอาท์ซอร์ส ขนาดใหญ่ของอินเดียคือฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีระดับโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้หลักถึง 62% ในอุตสาหกรรมนี้ ท่ามกลางตารางงานที่ต้องพร้อมตอบรับตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ความต้องการประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นจากการมาของ AI กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้มาถึงจุดแตกหัก หลักฐานสำคัญที่ชี้ถึงวิกฤตความทุกข์ยากของแรงงานคือเหตุการณ์ฆ่าตัวตายในหมู่พนักงานเทคโนโลยีที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ข้อมูลจากการวิเคราะห์ข่าวท้องถิ่นระหว่างปี 2017 ถึง 2025 พบรายงานการฆ่าตัวตายถึง 227 ราย ซึ่งรวมถึงผู้จัดการในเจนไน ที่กระโดดจากอาคารสำนักงานเนื่องจากแรงกดดัน และพนักงานในปูเน ที่จบชีวิตลงจนครอบครัวต้องแจ้งความดำเนินคดีกับนายจ้าง นอกจากนี้ยังมีกรณีของวิศวกรซอฟต์แวร์ที่ช็อตไฟฟ้าตัวเอง และวิศวกรคอมพิวเตอร์รุ่นเยาว์ในรัฐเกรละ ที่ส่งวิดีโอลาแม่เพราะทนความเครียดไม่ไหว ซึ่งสหภาพแรงงานระบุว่าเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนปัญหาที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมองค์กร พนักงานรายหนึ่งในบริษัทเอาท์ซอร์สรายใหญ่เปิดเผยว่า เพื่อนร่วมงานเริ่มสูญเสียงานให้กับ AI ขณะที่เธอเองต้องทำงานล่วงเวลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และถูกตั้งคำถามถึงความมุ่งมั่นเพียงเพราะเป็นผู้หญิงที่มีแผนจะสร้างครอบครัวในอนาคต เธอเปรียบเทียบชีวิตการทำงานว่าเหมือนถูกขังและกดทับอยู่ภายใต้อาคารกระจกที่สวยงาม ในภาพรวม อินเดียกำลังเผชิญกับอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยในปี 2022 สูงถึง 12.4 ต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 9.2 ซันจีฟ เจน (Sanjeev Jain) ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์ระบุว่า ปรากฏการณ์นี้กำลังลามจากกลุ่มผู้ยากจนไปสู่กลุ่มชนชั้นวิชาชีพที่รู้สึกถึงความไม่มั่นคงในอาชีพ โดยเฉพาะ "พนักงานคอปกขาว" (White-collar workers) ที่มีพื้นเพมาจากครอบครัวยากจน ซึ่งต้องแบกรับความหวังในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวไว้บนบ่า ชื่อของนิคิล ซอมวันชี บนกระดานเกียรติยศที่โรงเรียนมัธยมของเขา ไกลาช ซอมวันชี ลุงของนิคิล ที่วัดของครอบครัวซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากเงินเดือนของเขาจาก Krutrim | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World ข้อมูลของรัฐบาลอินเดีย ไม่มีการจัดหมวดหมู่สถิติการฆ่าตัวตายตามอาชีพ ทำให้ยากต่อการระบุว่าอัตราในกลุ่มพนักงานไอที สูงกว่าอาชีพอื่นหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จายันตา มุคโคปาธยาย์ (Jayanta Mukhopadhyay) ศาสตราจารย์อาวุโสจาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย ขารัคปูร์ (Indian Institute of Technology Kharagpur - IIT Kharagpur) ระบุว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของคนทำงานเทคโนโลยีในปัจจุบันนั้น "น่าตกใจมาก" และเหตุการณ์ฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นคือ "ภาพสะท้อน" ของสภาพอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มุคโคปาธยาย์ สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงจากการติดต่อกับศิษย์เก่าว่า วัฒนธรรมการทำงานที่เข้มงวดได้ทวีความรุนแรงขึ้นนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 เนื่องจากการทำงานจากที่บ้านทำให้เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวเลือนหายไป นอกจากนี้ การมาของ AI ยังทำให้งานระดับล่างถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติได้ง่ายขึ้น ท่ามกลางภาวะแรงงานล้นตลาดที่รุนแรง โดยรายงานในปี 2024 ระบุว่า มีบัณฑิตวิศวกรรมศาสตร์เพียง 10% จากทั้งหมด 1.5 ล้านคนที่มีโอกาสได้งาน ทำให้นักศึกษาและคนทำงานต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเครียดมหาศาล ในส่วนของ ซอมวันชี หลังจากเริ่มงานที่ Krutrim เขาต้องทำงานหนักถึงวันละ 15 ชั่วโมง ตามคำบอกเล่าของลูกพี่ลูกน้อง เขาเริ่มไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับบ้านไปร่วมเทศกาลดิวาลี ซึ่งเป็นวันหยุดสำคัญของครอบครัวชาวอินเดียได้หรือไม่ งานที่ทำนั้นถูกระบุว่า "ทำลายจิตวิญญาณของเขา" จนหมดสิ้น กระทั่งเดือนพฤษภาคมปี 2025 ซอมวันชีได้ตัดสินใจลาหยุด บันทึกการโทรศัพท์ของเขาแสดงให้เห็นสายที่ไม่ได้รับจำนวนมากจากหัวหน้างานและฝ่ายทรัพยากรบุคคล ในคืนที่เขาส่งข้อความผ่าน WhatsApp กล้องวงจรปิดบันทึกภาพขณะเขากำลังเดินไปมาด้วยความสับสนที่อาคารที่พักในเบงกาลูรู  ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบใกล้เคียง ซึ่งเป็นจุดที่ตำรวจพบร่างของเขาในเวลาต่อมา 0 0 0 นปี 2025 ภาคเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกา ประกาศเลิกจ้างงานถึง 150,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการสูญเสียที่รุนแรงที่สุดในระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันการจ้างงานใหม่ก็ซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในเดือนกรกฎาคม 2025 ยอดการเปิดรับสมัครงานด้านเทคโนโลยีลดลงถึง 36% เมื่อเทียบกับต้นปี 2020 สภาวะนี้สะท้อนถึงทิศทางทั่วโลกที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Intel, Microsoft และ Meta ต่างเลิกจ้างพนักงานรวมกันหลายหมื่นคนในปี 2025 ฟาเบียน สเตฟานี (Fabian Stephany) นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ศึกษาด้าน AI และตลาดแรงงาน วิเคราะห์ว่าความปั่นป่วนส่วนหนึ่งเป็นการปรับฐานหลังจากยุคเฟื่องฟูในช่วงการระบาด อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ AI ก็มีส่วนสำคัญในการหยุดชะงักนี้ โดยเฉพาะบทบาทการเขียนโค้ด (Coding) ในระดับเริ่มต้นอาชีพที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูงสุด แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบในระยะยาวทั้งหมดได้ ในเดือนสิงหาคม 2025 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้เผยแพร่การศึกษาที่วิเคราะห์ข้อมูลบัญชีเงินเดือนของชาวอเมริกันหลายล้านคน พบว่า "การจ้างงานลดลง 13% สำหรับคนงานระดับเริ่มต้นในสาขาที่ AI เข้าถึงได้ง่าย" เช่น วิศวกรรมซอฟต์แวร์และงานบริการลูกค้า ซึ่งข้อมูลจาก สำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ (U.S. Bureau of Labor Statistics - BLS) ที่ออกมาในเดือนถัดมาก็ช่วยยืนยันผลการวิเคราะห์นี้ จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์ให้ความเห็นกับนิตยสาร Fortune ว่า AI กำลังเปลี่ยนงานด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นระบบอัตโนมัติจนหายไปในที่สุด โต๊ะทำงานของพนักงานไอทีชาวอินเดีย | ภาพจาก: Sameer Raichur for Rest of World อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ ของอินเดีย กำลังเผชิญกับความเปราะบางอย่างมากต่อการหยุดชะงักที่เกิดจาก AI โดยผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า แม้ภาคการพัฒนาผลิตภัณฑ์จะเติบโตขึ้น แต่แกนหลักของอุตสาหกรรมยังคงเป็นการรับจ้างช่วงหรือเอาท์ซอร์ส ซึ่งเน้นการให้บริการที่คุ้มค่าผ่านแรงงานที่มีการศึกษาสูง เพื่อช่วยบริษัทจากสหรัฐอเมริกา ลดต้นทุนในตำแหน่งอย่างนักวิเคราะห์ข้อมูลและโปรแกรมเมอร์ระดับเริ่มต้น ในปัจจุบัน งานจำนวนมากเหล่านี้เริ่มถูกแทนที่ด้วย AI และพนักงานยังกังวลว่าผู้จัดการโครงการระดับกลางรวมถึงวิศวกรบำรุงรักษาซอฟต์แวร์อาจเป็นกลุ่มถัดไป อาดิตยา วาศิษฐา (Aditya Vashistha) ผู้นำโครงการโครงการ Global AI Initiative ที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ระบุว่า บทบาทการให้คำปรึกษาแบบดั้งเดิมในอุตสาหกรรมบริการจะได้รับผลกระทบหนักกว่าบริษัทที่เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้สถานการณ์ของอินเดียดูน่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาแรงงานล้นตลาดที่มีมาอย่างยาวนาน และมีแนวโน้มจะเลวร้ายลงจากการที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สั่งเพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B สำหรับนายจ้างอเมริกันที่ต้องการนำเข้าแรงงานทักษะสูงจากอินเดีย นอกจากนี้ มาเฮศเวอร์ เปรี (Maheshwer Peri) ผู้ก่อตั้ง Careers360 พบว่าเงินเดือนระดับเริ่มต้นของบริษัท IT ชั้นนำ 5 แห่งในอินเดียเพิ่มขึ้นไม่ถึง 10% เมื่อเทียบกับ 15 ปีก่อน ขณะที่ค่าครองชีพและค่าการศึกษาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจำนวนนักศึกษาจบใหม่เพิ่มขึ้นแต่ตำแหน่งงานกลับลดน้อยลง ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 Tata Consultancy Services (TCS) ซึ่งเป็นนายจ้างภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของอินเดีย ได้ประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบ 20,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทเพื่อปรับโครงสร้างตามแนวทาง AI เช่นเดียวกับบริษัทเอาท์ซอร์สรายอื่นและสตาร์ตอัพอย่าง Krutrim ที่เลิกจ้างพนักงานรวมกันมากกว่า 6,000 คนในปี 2025 โดยอ้างถึงการหยุดชะงักที่เกิดจากเทคโนโลยี AI เช่นกัน สวนเทคโนโลยีในเบงกาลูรูที่เป็นที่ตั้งของบริษัทระดับโลกหลายแห่ง | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World "ด้วยปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทายระลอกใหม่" วีเจเค ไนร์ (VJK Nair) ผู้จัดการผู้เชี่ยวชาญและผู้นำสหภาพแรงงานเทคโนโลยีในเบงกาลูรู กล่าวกับ Rest of World โดยระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีต่างพยายามรักษาผลกำไรด้วยการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก ส่งผลให้พนักงานที่ยังอยู่ต้องแบกรับแรงกดดันทางจิตใจอย่างหนักเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ภายใต้ความกลัวจนไม่กล้าเรียกร้องสภาวะการทำงานที่ดีขึ้น เพราะรู้สึกว่าตนเองกำลังติดกับดักท่ามกลางวิกฤตการจ้างงาน วิศวกรซอฟต์แวร์รายหนึ่งที่ทำงานในสาขาอินเดีย ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า พนักงานถูกบีบให้ใช้ AI เพื่อเพิ่มผลผลิตอย่างสูงสุด แม้เขาจะเชื่อว่าตำแหน่งระดับอาวุโสของตนยังปลอดภัยจากการถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี แต่ความฝันที่จะย้ายไปทำงานในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่า H-1B กลับดูเลือนลางลงทุกที เนื่องจากนโยบายที่พยายามลดการดึงตัวพนักงานจากอินเดียไปยังสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ข้อมูลวัย 22 ปี จากสตาร์ตอัพด้าน AI ทางตอนใต้ของอินเดียให้ข้อมูลว่า บริษัทซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังใช้เครื่องมือที่เธอคาดว่าจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของเธอในอนาคต แต่ในปัจจุบันบริษัทยังจำเป็นต้องจ้างเธอเพื่อคอยตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาดที่ AI มักจะทำขึ้น เธอคาดการณ์ว่างานของเธออาจจะคงอยู่ได้อีกเพียง 2-3 ปีเท่านั้น ในช่วงเวลานี้เธอต้องทำงานหนักกว่าวันละ 12 ชั่วโมงเป็นประจำ โดยพนักงานที่ร้องเรียนเรื่องการทำงานล่วงเวลาที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนมักจะได้รับคำตอบว่าสามารถลาออกไปได้หากไม่พอใจ เธอจึงเลือกที่จะเงียบและยอมทำงานดึกต่อที่บ้านตามคำสั่งของหัวหน้างาน พร้อมนิยามสภาพตัวเองว่า "สภาพจิตใจของฉันต้องออนไลน์อยู่ตลอดเวลา" 0 0 0 ซอมวันชีเกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันตกของอินเดีย เมื่อเดือนมิถุนายน 2000 โดยครอบครัวของเขาให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง พ่อแม่ของเขาถึงกับตัดสินใจขายบ้านและที่ดินทำนาบางส่วนเพื่อส่งเสียค่าเล่าเรียนให้แก่เขาและน้องสาว เนื่องจากในหมู่บ้านไม่มีโรงเรียนมัธยมที่สอนหลักสูตรภาษาอังกฤษ พ่อของเขาจึงต้องขับรถจักรยานยนต์ไปส่งเขาที่โรงเรียนในพื้นที่อื่น โดยใช้เวลาเดินทางไป-กลับรอบละ 40 นาทีทุกวัน ซอมวันชีเติบโตเป็นชายหนุ่มที่มีบุคลิกเรียบง่าย สวมแว่นตา พร้อมหนวดเคราที่ดูแลอย่างเป็นระเบียบ ด้วยความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา หลังจากสำเร็จปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์ เขาได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาโทในปี 2022 ณ สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งอินเดีย (Indian Institute of Science - IISc) ในเมืองเบงกาลูรู ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของประเทศ โดยผลงานวิทยานิพนธ์ของเขาคือการพัฒนา Chatbot ในภาษาท้องถิ่นของอินเดียที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก Gates Foundation และหลังจากเรียนจบเพียงไม่นาน เขาก็ได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่ Ola Krutrim ความสำเร็จนี้สร้างความปลาบปลื้มให้แก่ครอบครัวอย่างมาก โดย โชตุ ซอมวันชี (Chotu Somwanshi) ผู้เป็นพ่อเปิดเผยกับ Rest of World ว่า "พวกเราภูมิใจในตัวเขามาก และรู้สึกว่าความลำบากที่ผ่านมานั้นคุ้มค่า เพราะเขาได้ก้าวไปสู่จุดที่พวกเราไม่เคยทำได้" อามอล ปาติล (Amol Patil) เพื่อนในวัยเด็กของซอมวันชี กำลังมองดูภาพถ่ายเก่าของเขา ภาพถ่ายของ ซอมวันชี (คนที่สามจากซ้าย) กับเพื่อนๆ สมัยมัธยม | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World Ola Krutrim ก่อตั้งโดย ภาวิช อักการวาล (Bhavish Aggarwal) หนึ่งในนักลงทุนแถวหน้าของอินเดีย โดยวางเป้าหมายให้เป็นคู่แข่งสำคัญของ ChatGPT อักการวาลมีชื่อเสียงจากการผลักดันวัฒนธรรมการทำงานที่หนักหน่วง โดยเขามองว่าแนวคิด "สมดุลชีวิตและการทำงาน" (Work-Life Balance) เป็นเพียง "วัฒนธรรมนำเข้าจากตะวันตก" พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงานทำงานถึง 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เขายังเชื่อว่าคนรุ่นปัจจุบันต้องยอมเสียสละตนเองหรือทำ "ตปัสยา" (Tapasya - การบำเพ็ญตบะ) เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นอันดับหนึ่งของโลก วัฒนธรรมองค์กรของ Krutrim ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากสื่อในอินเดียว่า "เป็นพิษ ไม่ยั่งยืน และทำลายสุขภาพจิต" ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุสลดที่วิศวกรวัย 38 ปีของ Ola Electric บริษัทในเครืออีกแห่งหนึ่ง ได้เขียนจดหมายระบายความยาว 28 หน้าเกี่ยวกับการถูกคุกคามและการถูกระงับเงินเดือน ก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตตนเองด้วยการดื่มยาพิษ เหตุการณ์นี้ทำให้ครอบครัวผู้เสียชีวิตยื่นฟ้องดำเนินคดีต่ออักการวาลและผู้บริหารระดับสูง ทาง Ola ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยชี้แจงว่าพนักงานคนดังกล่าวไม่เคยยื่นข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการ และหน้าที่ความรับผิดชอบของเขาไม่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงโดยตรง พร้อมยืนยันว่า Ola Electric ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเต็มที่ และยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและให้เกียรติพนักงานทุกคน ซึ่งขณะนี้คดีความยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวน ในส่วนของซอมวันชี สมาชิกในครอบครัวจดจำเขาในฐานะคนเก็บตัว ซึ่งนับว่าหาได้ยากสำหรับคนวัย 24 ปีที่ไม่มีบัญชี Instagram หรือโซเชียลมีเดียใด ๆ เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นผู้ประกอบการเพื่อสร้างงานให้แก่เยาวชนในหมู่บ้านของตนเอง เพื่อแผ้วถางทางให้คนรุ่นหลังก้าวเดินได้ง่ายขึ้น อามอล ปาติล (Amol Patil) เพื่อนสมัยเด็กเล่าว่า แผนการของซอมวันชีคือการเก็บออมเงินจากการทำงานเพื่อนำไปเป็นทุนในการก่อตั้งบริษัทไอที ของตนเองในอนาคต คนงานที่ฟาร์มของครอบครัวซอมวันชีในรัฐมหาราษฏระ | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ Ola Krutrim กลับสร้างความลำบากให้แก่ซอมวันชีมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก แม้เขาจะโทรศัพท์หาพ่อแม่ทุกวันจากเบงกาลูรู แต่เขาก็ไม่เคยระบายความเครียดให้ครอบครัวได้รับรู้ จนกระทั่ง 2 เดือนก่อนเกิดเหตุสลด เขาได้กลับบ้านและพูดคุยกับ ปาติล ถึงปัญหาที่ต้องแบกรับภาระงานเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากเพื่อนร่วมงานหลายคนถูกเลิกจ้างหรือย้ายทีม ด้วยนิสัยที่สุภาพและพูดน้อย ทำให้เขาต้องดิ้นรนอย่างหนักกับวัฒนธรรมองค์กรที่กดดัน นอกจากนี้เขายังรู้สึกโดดเดี่ยวในเบงกาลูรู ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเกิดถึง 1,100 กิโลเมตร และผู้คนรอบข้างไม่ได้ใช้ภาษามราฐี  ซึ่งเป็นภาษาพื้นเมืองของเขา เขาเคยคิดที่จะย้ายกลับไปทำงานในปูเน ศูนย์กลางเทคโนโลยีในรัฐบ้านเกิดซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่า แต่เขาก็มีความกังวลว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวและคนในหมู่บ้าน ทางด้าน อภิเษก เชาฮาน (Abhishek Chauhan) โฆษกของ Ola ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีนี้ อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ที่ส่งถึงสื่ออินเดีย หลังการเสียชีวิตของซอมวันชี Krutrim ระบุว่า "ทางบริษัทรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของพนักงานหนุ่มผู้มีความสามารถที่สุดคนหนึ่งของเรา" แถลงการณ์ยังระบุเสริมว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ซอมวันชีอยู่ระหว่างการลาพักส่วนตัวซึ่งได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนก่อนหน้า พร้อมยืนยันว่านิคิลเป็นสมาชิกที่ทรงคุณค่าของทีมและการสูญเสียครั้งนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ทุกคนในองค์กร โดยทางบริษัทกำลังให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวและพนักงานอย่างเต็มที่ รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น สีมันต์ กุมาร์ สิงห์ (Seemant Kumar Singh) ผู้บัญชาการตำรวจเบงกาลูรู ให้ข้อมูลกับ Rest of World ว่า ผลการชันสูตรยืนยันว่าซอมวันชีเสียชีวิตจากการจมน้ำโดยเป็นการฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัดว่าความเครียดจากงานมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตหรือไม่ เนื่องจากซอมวันชีไม่เคยยื่นข้อร้องเรียนอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการทำงานหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากทางบริษัท 0 0 0 ผู้นำสหภาพแรงงานให้ข้อมูลกับ Rest of World ว่าวัฒนธรรมการทำงานของ Ola Krutrim ไม่ใช่กรณีพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงลำพังในอุตสาหกรรม และ อักการวาล ก็ไม่ใช่ผู้นำเพียงคนเดียวที่เรียกร้องให้พนักงานทำงานหนักขึ้น บุคคลสำคัญระดับมหาเศรษฐีอย่าง นารายานา เมอร์ที (Narayana Murthy) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง Infosys เคยเรียกร้องให้พนักงานทำงาน 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ เอสเอ็น ซุบราห์มันยัน (SN Subrahmanyan) ประธานของบริษัทข้ามชาติ Larsen & Toubro (L&T) ได้ผลักดันให้เพิ่มชั่วโมงการทำงานขึ้นไปถึง 90 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำนักงานเทคโนโลยีในอินเดีย ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมการทำงานที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีรากฐานมาจากการรับจ้างช่วงหรือเอาท์ซอร์ส โดยพนักงานส่วนใหญ่ต้องให้บริการลูกค้าต่างประเทศในเขตเวลาที่แตกต่างกัน กฤษณกุมาร นาตาราจัน (Krishnakumar Natarajan) อดีตประธาน National Association of Software and Service Companies (Nasscom) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนผลประโยชน์ของบริษัทไอทีในอินเดีย อธิบายว่า "การทำงานในวงจร 24/7 (24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์) เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับงานไอทีส่วนใหญ่ และเวลาทำงานปกติมักใช้ไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ" แม้แต่เหล่านักเขียนโปรแกรมหรือโค้ดเดอร์ ที่ทำงานแก้ไขซอฟต์แวร์ในช่วงที่ลูกค้าพักผ่อน ก็ยังถูกคาดหวังให้พร้อมรับคำสั่งตลอด 24 ชั่วโมง นาตาราจัน ผู้ร่วมก่อตั้ง Mindtree ซึ่งภายหลังถูกควบรวมโดย L&T ยังกล่าวเสริมว่า สภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ลงเป็นผลมาจากความร้อนแรงของการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาล เขาระลึกความหลังว่า "ในช่วงต้นปี 2000 อุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วและไม่มีการแย่งชิงส่วนแบ่งกันรุนแรงนัก" แต่ในปัจจุบัน ความเข้มข้นของการแข่งขันในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงจนนำมาสู่สภาวะกดดันในปัจจุบัน อาคารสำนักงานในเบงกาลูรู | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World การทำงานระยะไกล (Remote Work) กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างความเปราะบาง นาตาราจัน ชี้ว่าพนักงานขาดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนตอนอยู่ในออฟฟิศ ขณะที่ บิโน พอล (Bino Paul) ศาสตราจารย์จากสถาบันวิทยาศาสตร์สังคมทาทา (Tata Institute of Social Sciences - TISS) มองว่าการระบาดของโควิด-19  คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ขอบเขตระหว่างงานและบ้านเลือนรางจนทำลายเวลาของครอบครัว ซึ่งเขาถือว่าเป็นโมเดลที่ไม่ยั่งยืน พนักงานเอาท์ซอร์ส วัยต้น 30 ปีในเบงกาลูรู ยอมรับว่าการทำงานทางไกลทำให้เขาต้องเผชิญกับชั่วโมงงานที่ยาวนานขึ้นและการแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยเฉพาะการแก้ปัญหาในเวลากลางคืนเพียงลำพัง นอกจากนี้เขายังพบว่าเมื่อผู้จัดการระดับกลางถูกเลิกจ้าง ภาระงานทั้งหมดจะถูกกดทับลงมาที่พนักงานระดับล่าง ปัจจุบันเขาต้องพึ่งพานักจิตวิทยาเพื่อรับมือกับความเครียดและตระหนักว่าตนเองอาจถูกแทนที่ด้วย AI ในไม่ช้า เช่นเดียวกับวิศวกรอีกรายที่ต้องทำงานข้ามคืนจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ทั้งความดันโลหิตต่ำและโรคไขมันพอกตับ แต่เขายังต้องฝืนทำเพื่อส่งเงินกลับไปจุนเจือครอบครัวในชนบท แม้จะมีการประท้วงในเบงกาลูรูเพื่อเรียกร้อง "สิทธิ์ในการตัดการเชื่อมต่อ" (Right to disconnect) และการบังคับใช้กฎหมายแรงงาน แต่สหภาพแรงงานภาคไอทีของอินเดีย กลับมีสมาชิกไม่ถึง 1% ของพนักงานทั้งหมด 5 ล้านคน คริสตี้ ฮอฟฟ์แมน (Christy Hoffman) จาก Uni Global Union ระบุว่าการคุ้มครองทางกฎหมายนั้นอ่อนแอมาก และพนักงานต่างหวาดกลัวการถูก "ขึ้นบัญชีดำ" ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถหางานในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกเลย นอกจากนี้ การเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทในกรณีการฆ่าตัวตายยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากครอบครัวมักเกรงว่าจะสูญเสียเงินชดเชยจากประกันองค์กร หรือถูกฟ้องหมิ่นประมาท รวมถึงพนักงานส่วนใหญ่มักถูกบังคับให้ลงนามในข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (Non-disclosure agreement - NDA) และข้อตกลงไม่ดูหมิ่นบริษัท (Non-disparagement agreement) ทางด้าน Nasscom ระบุในแถลงการณ์ว่า AI กำลังเข้ามาปรับโครงสร้างงาน โดยเน้นไปที่บทบาทระดับอาวุโสและลดความสำคัญของงานระดับเริ่มต้นที่ซับซ้อนต่ำ เช่น การเขียนโค้ด การทดสอบระบบ และงานบริการลูกค้า โดยมองว่านี่เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจ้างงานตามทักษะมากกว่าการหดตัวของอุตสาหกรรม ขณะที่กระทรวงแรงงานและการจ้างงานของอินเดียยังคงไม่มีการตอบรับต่อประเด็นความเครียดและการปฏิบัติที่ย่ำแย่ต่อแรงงานเหล่านี้ 0 0 0 ทะเลสาบอาการา ในเบงกาลูรู ที่พบศพของซอมวันชี | ภาพจาก: Sameer Raichur/Rest of World ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2025 Rest of World ได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัวของซอมวันชีในหมู่บ้านของพวกเขา โชตุ พ่อของเขานั่งอยู่ในบ้านพักขนาด 2 ห้องที่มืดสลัวของญาติ ขณะที่แม่ของซอมวันชีเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลด้วยอาการความดันโลหิตสูง "เธออ่อนแอมาก" โชตุกล่าว "เธอกินอะไรไม่ได้เลยนับตั้งแต่สูญเสียลูกชายไป" โชตุระลึกถึงการพบลูกชายครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมีนาคม ระหว่างที่ครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมวัดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเบงกาลูรู ในตอนนั้นซอมวันชียอมรับว่างานของเขาหนักมากและมีเพื่อนร่วมงานถูกเลิกจ้าง เขาดูเคร่งเครียดแต่ก็ไม่ได้เปิดเผยความทุกข์ทั้งหมดออกมา "เขาคงไม่อยากให้พวกเราต้องเป็นกังวล" โชตุกล่าวด้วยความเสียใจ และหวังว่าหากเขารู้ความจริงเร็วกว่านี้ เขาคงจะพาลูกกลับบ้าน เพราะเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต หลังเกิดเหตุ Ola Krutrim ได้เสนอเงินชดเชยให้ครอบครัวจำนวน 1.8 ล้านรูปี (ประมาณ 20,500 ดอลลาร์) หรือครึ่งหนึ่งของเงินเดือนรายปี ซึ่งทางครอบครัวได้ยอมรับเงินจำนวนนี้ โชตุปฏิเสธที่จะกล่าวถึงบริษัทในการสนทนา แต่ต้องการเน้นย้ำถึงตัวตนของลูกชายว่าเป็นคนมีความสามารถ จริงใจ และมุ่งมั่นเพียงใด "พวกเราคิดถึงเขาตลอดเวลา" เขากล่าวทิ้งท้าย ซาชิน ลูกพี่ลูกน้องของซอมวันชี สะท้อนถึงภาระอันหนักอึ้งของกลุ่มคนชั้นนำทางวิชาชีพในอินเดีย ที่มาจากชนบทและฐานะยากจน ซึ่งมักจะรู้สึกแบกรับความรับผิดชอบทางการเงินของทั้งครอบครัวไว้บนบ่า เขาตั้งคำถามที่น่าสนใจทิ้งท้ายว่า แม้ภาคไอที จะเป็นช่องทางในการยกระดับฐานะทางสังคมมาอย่างยาวนาน "แต่มันบอกอะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้บ้าง ถ้าพนักงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดกลับต้องลงเอยด้วยการพรากชีวิตตัวเองแบบนี้" ที่มา: Death of an Indian tech worker (Parth MN, Rest of World, 27 January 2026)   * รายงานพิเศษ * แรงงาน * ต่างประเทศ * ไอซีที * AI * คนทำงานภาค IT * คนทำงานร่วม AI * อินเดีย
dlvr.it
February 10, 2026 at 3:20 AM
แถลงชัยชนะ 19 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ ประชามติ รธน. ใหม่ ผลจากการทำงานหนักของคนธรรมดา
แถลงชัยชนะ 19 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ ประชามติ รธน. ใหม่ ผลจากการทำงานหนักของคนธรรมดา ภาพ แมวส้ม Pazzle Mon, 2026-02-09 - 21:47 เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (CON FOR ALL)  และทีมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 แถลงชัยชนะ "ประชามติ" ประชาชนเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กว่า 19 ล้านคน และอาจจะมากถึง 20 ล้านคนเมื่อประกาศผลครบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขั้นตอนต่อไปคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และพร้อมรับฟังอีก 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบในการออกเสียงประชามติครั้งนี้ ที่สำคัญขอบคุณการทำงานอย่างหนักของประชาชนคนทำธรรมดาที่ร่วมกันรณรงค์แก้รัฐธรรมนูญทั่วประเทศ   9 ก.พ. 2569 เวลา 17.00 น. ที่อาคาร All Rise (iLaw) เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ (CON FOR ALL) ร่วมกับเครือข่ายสังเกตการณ์การเลือกตั้ง Vote62 จัดแถลงข่าวหลังทราบผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 โดยมีผู้แถลง ได้แก่ “เป๋า” ยิ่งชีพ อัชฌานนท์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, สหรัฐ จันทสุวรรณ์, เกวลิน ถนอมทอง, “เดฟ” ชยพล ดโนทัย และณัฐชนน ไพโรจน์ การแถลงข่าวในวันนี้มี 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ผลการออกเสียงประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การติดตามการนับคะแนนเลือกตั้ง ข้อเสนอเพื่อปรับปรุงกติกาในอนาคต และทิศทางการเดินหน้าสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน ยิ่งชีพ กล่าวถึงผลการออกเสียงประชามติจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งประกาศผลแล้วร้อยละ 94 ในคำถาม “เห็นชอบหรือไม่ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยระบุว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนลงคะแนน “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยคะแนนมากกว่า 19 ล้านเสียง และคาดว่าเมื่อประกาศผลครบ 100% คะแนนเห็นชอบอาจสูงถึง 20 ล้านเสียง ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ณัฐชนน ไพโรจน์ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ยิ่งชีพระบุว่า ผลดังกล่าวสะท้อนว่าประชาชนจากทุกพื้นที่มีฉันทามติร่วมกัน และไม่ได้จำกัดอยู่กับกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยสามารถสรุปได้ว่าประชามติครั้งนี้เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน ไม่ใช่เรื่องของพรรคการเมือง ขณะเดียวกัน ยิ่งชีพกล่าวว่า ยังมีประชาชนประมาณ 10 ล้านเสียงที่ลงคะแนนไม่เห็นชอบ แต่ก็ยินดีที่มาร่วมออกเสียงในครั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่ามีประชาชนที่คิดเห็นกันอย่างไรบ้าง คิดเห็นต่างก็ไม่เป็นไร เมื่อมาร่วมออกเสียงประชามติกืถือว่าผ่านกระบวนการการตัดสินใจที่ทุกคนมี 1 สิทธิ 1 เสียง อย่างเท่าเทียมกัน เมื่อผลประชามติออกมาว่าเสียงเห็นชอบมีมากกว่า ขั้นตอนต่อไปคือการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยต้องคำนึงถึงประชาชนที่ยังไม่เห็นด้วย และเปิดพื้นที่ให้มีการรับฟังความคิดเห็นและการตัดสินใจร่วมกันอีกในอนาคต ยิ่งชีพกล่าวด้วยว่า เรายังเชื่อว่ายังมีเสียงเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มากกว่านี้ แต่ยังพบปัญหาหลายอย่าง เช่น การลงทะเบียนออกเสียงล่วงหน้านอกเขตที่แยกระหว่างการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ส่งผลให้มีประชาชนอย่างน้อย 8 แสนคนไม่ได้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขต, การให้ข้อมูลแก่ประชาชนที่มีระยะเวลาจำกัด, ประชาชนไม่ได้รับบัตรออกเสียงประชามติครบถ้วน และมีรายงานบางพื้นที่มีมีเจ้าหน้าที่ชี้นำให้ประชาชนออกเสียงไม่เห็นชอบ “พวกเราขอแสดงความชื่นชมเป็นอย่างสูงต่อพี่น้องประชาชนคนธรรมดาที่มีจำนวนเป็นหลักพันคน ในช่วงเวลาเดือนเศษ ๆ ที่ได้ติดตามข่าวสาร และลุกขึ้นมาทำกิจกรรมรณรงค์เพื่อหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศนี้มีการจัดขบวนธงเขียวทั้งเดินและวิ่งเพื่อรณรงค์เห็นชอบ 118 ขบวน, มีการจัดกิจกรรม วงพูดคุย ลงพื้นที่แจกใบปลิว 711 ครั้ง เท่าที่บันทึกได้ มีการตั้งจุดรณรงค์ตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ บ้าน  อย่างน้อย 742 จุด” ยิ่งชีพกล่าว  ผลรวมคะแนน 20 ล้าน เป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของคนธรรมดา ในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประชาชนได้ร่วมแรง ออกแรงเป็นปรากฏการณ์ในครั้งนี้เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นในระดับโครงสร้าง ขอให้พวกเราทุกคนที่ร่วมทางกันมาอย่างหนักในเดือนกว่า ๆ นี้ภาคภูมิใจและชื่นชมในตัวเอง ครั้งนี้สิ่งที่ทุกท่านทำไปได้ผลลัพธ์อย่างคุ้มค่า กับการเปิดประตูไปสู่อนาคตที่จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนไปด้วยกัน” ยิ่งชีพกล่าว     ด้านชยพล กล่าวถึงเมื่อวานนี้ (8 ก.พ. 2569)  vote62 มีอาสาสมัครรายงานข้อมูลเข้ามา 16,993 หน่วยเลือกตั้ง และพบความผิดปกติราว 4,993 กรณี โดยความผิดปกติส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย การนับคะแนนผิดพลาด จำนวนบัตรลงคะแนนมากกว่าผู้มาใช้สิทธิ หรือกรณีที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์และบันทึกภาพ ปัญหาหลักๆ 5 ปัญหา • เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยไม่ได้ให้เซ็นชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและประชามติ • การนับคะแนนผิด • จำนวนบัตรลงคะแนนมีมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ บัตรเขย่ง • พบความผิดปกติใน แล้วขอให้เจ้าหน้าที่นับใหม่ และบางหน่วยไม่ยอมนับใหม่ • เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สังเกตการณ์ ณัฐชนน ไพโรจน์ กล่าวเสริมว่า การตรวจสอบคะแนนยังมีข้อจำกัด เนื่องจากจำนวนอาสาสมัครไม่เพียงพอ ทำให้ข้อมูลคะแนนรายหน่วยมีจำนวนน้อย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการจับตาการเลือกตั้งโดยภาคประชาชนยังมีความสำคัญและจำเป็น พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมการสังเกตการณ์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ณัฐชนนระบุด้วยว่า ในการเลือกตั้งและออกเสียงลงประชามติครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิประมาณ 34–36 ล้านคน ซึ่งน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อน และเป็นจำนวนที่ต่ำที่สุดในรอบการเลือกตั้ง 5 ครั้งหลังสุด ด้านสหรัฐ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่รณรงค์ทั่วประเทศ พบว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติครั้งนี้อย่างเพียงพอ หรือมีข้อมูลแต่ขาดเวลาในการถกเถียงและทำความเข้าใจ ขณะที่เกวลินเสนอให้ปรับปรุง “กติกา” การออกเสียงประชามติ โดยระบุว่ากติกาปัจจุบันไม่เอื้อต่อการใช้สิทธิของประชาชน โดยเรียกร้องให้ว่าที่ สส. ที่กำลังจะเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนราษฎรทุกคนในประเทศนี้พิจารณาแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ ไม่ว่าจะเป็น การแก้ไขกฎหมายให้ออกเสียงประชามติสามารถออกเสียงนอกเขตได้ก่อนออกเสียงจริงได้, เปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตในระบบเดียวกับการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และขยายวันลงทะเบียนได้, การเปิดช่องให้ประชาชนรับบัตรออกเสียงประชามติพร้อมกับบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง และเปิดเผยผลการรวมคะแนนออกเสียงประชามติรายหน่วยบนเว็บไซต์ กกต. ประจำจังหวัด เป็นต้น ภัสราวลี กล่าวปิดท้ายว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติอีกอย่างน้อย 2 ครั้ง กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มต้นด้วยกา     * ข่าว * การเมือง * เครือข่ายประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ * Vote 62 * ประชามติ * แก้รัฐธรรมนูญ * ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ * ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล * สหรัฐ จันทสุวรรณ์ * เกวลิน ถนอมทอง * ชยพล ดโนทัย * ณัฐชนน ไพโรจน์
dlvr.it
February 9, 2026 at 3:29 PM
เหตุใด 'เพื่อไทย' อ่อนแรงในแดนอีสาน 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' กลับรุกคืบ
เหตุใด 'เพื่อไทย' อ่อนแรงในแดนอีสาน 'ภูมิใจไทย-กล้าธรรม' กลับรุกคืบ admin666 Mon, 2026-02-09 - 20:49 การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวานนี้ผลออกมาแน่ชัดแล้วว่าพรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับหนึ่งและคงไม่เกินคาดหมายนักว่าการจัดตั้งรัฐบาลคงไม่พ้นการจับพรรคการเมืองที่มีทิศทางการเมืองลักษณะเดียวกันอย่างพรรคกล้าธรรมและอาจรวมไปถึงพรรคการเมืองฝั่งอนุรักษนิยมอีกจำนวนหนึ่งที่จะทำให้มีเสียงในสภาราวๆ 260 เสียงขึ้นไป  ทั้งนี้เมื่อมองไปที่พื้นที่อีสานหากเทียบกับผลการเลือกตั้งเมื่อปี 66 ก็จะพบว่าพื้นที่ที่เคยเป็นสีแดงของพรรคเพื่อไทยที่ได้ สส.แบบแบ่งเขตในหลายพื้นที่ แต่ตอนนี้กลายเป็นสีน้ำเงินของพรรคภูมิใจไทยและสีเขียวของพรรคกล้าธรรมไปหลายพื้นที่ อ้างอิงผลเลือกต้ังอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ถ้านับคร่าวๆ ก็คือพรรคเพื่อไทยเสีย สส.เขตไปทั้งหมด 30 ที่นั่ง(ภูมิใจไทย 23 ที่นั่ง กล้าธรรม 6 ที่นั่ง พลังประชารัฐ 1 ที่นั่ง) จนเหลืออยู่ 43 ที่นั่งจากที่เมื่อปี 66 เคยได้ สส.เขตถึง 73 ที่นั่ง ทำให้ตอนนี้เหลือแต่นครราชสีมาที่ยังแดงเกือบทั้งจังหวัดจนเป็นเหมือนปราการสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยในแดนอีสาน  จากผลที่ออกมาแบบนี้ หลายคนคงมีคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับพื้นที่อีสานทำให้เกิดความเปลี่ยoแปลงเช่นนี้ เพื่อไทยอ่อนแรงลง ขณะปมชายแดนก็ทิ่มแทง ดร.ประเทือง ม่วงอ่อน อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ให้ความเห็นต่อการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่พรรคน้ำเงิน-เขียวพลิกมาชนะการเลือกตั้งในหลายพื้นที่ที่เคยเป็นพื้นที่สีแดงมาก่อน ในขณะที่พรรคสีส้มแม้จะเสีย สส.เขตแค่ 2 ที่นั่งจากพื้นที่อีสาน แต่ภาพรวมก็คือยังเจาะพื้นที่ไม่ได้ ประเด็นแรก การที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างย่อยยับ จำนวน สส. ที่ได้ลดลงในเขตพื้นที่ภาคอีสานหลายเขต ส่วนหนึ่งเกิดจากความอ่อนแอของตัวพรรคเพื่อไทยเอง คือพรรคเพื่อไทยไม่ได้ให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ เท่าที่ควร ผู้สมัครในรอบนี้ โดยเฉพาะในจังหวัดอุบลราชธานีเองแทบจะไม่มีเลย เนื่องจากพรรคไปสนับสนุนผู้สมัครเฉพาะบางเขตที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ประเด็นที่สอง คือการคัดสรรหรือว่าการคัดเลือกผู้สมัครในหลายๆ เขตของอุบลฯ ไม่ว่าจะเป็นเขตเลือกตั้งเขตที่ 2, 5, 8 และ 11 ผู้สมัครที่มาจากพรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้สมัครที่ประชาชนในระดับพื้นที่แทบจะไม่รู้จักเลยว่าเป็นใครมาจากไหน จึงส่งผลให้ผู้สมัครที่ประชาชนไม่รู้จักได้รับคะแนนหลักพันกว่าคะแนน  ในขณะที่คู่แข่งเช่นในเขตที่ 11 ผู้ชนะอย่างตวงทิพย์ จินตะเวช จากพรรคภูมิใจไทยได้ 58,379 คะแนน  ในขณะที่อุบล สิมมา พรรคเพื่อไทยได้คะแนนแค่เพียง 4,521 คะแนนก็เป็นผู้สมัครที่ประชาชนแทบไม่รู้จักเลย “การคัดเลือกผู้สมัครในรอบนี้พรรคเพื่อไทยมาแปลกมากเหมือนไม่เอาแล้วแค่เห็นรายชื่อก็รู้อยู่แล้วว่าโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งแทบจะไม่มีเลยเพราะว่าไม่เคยลงพื้นที่แล้วก็ประชาชนก็ไม่รู้จักด้วย” ทั้งนี้เมื่อถามว่าการเสีย สส.ในพื้นที่อีสานเกี่ยวกับ สส.ที่ไหลออกจากพรรคเมื่อช่วงปลายปีก่อนทำให้ไม่เหลือตัวคนที่พรรคจะเลือกเอาลงพื้นที่ด้วยหรือไม่ ประเด็นนี้ประเทืองมองว่าเป็นเหตุผลหนึ่งด้วย “ใช่ครับ มันก็มีผลพวงตั้งแต่กรณีของคลิป และผลพวงจากปัญหาในช่วงที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล แต่ว่าไม่ได้ความชัดเจนทั้งผลงานหรือว่าไม่สามารถที่จะผลิตนโยบายที่ทำให้ประชาชนมีความชื่นชอบได้ ประกอบกับสถานการณ์ปัญหาชายแดนที่มีความอ่อนไหว แล้วก็มีความเชื่อมโยงกับภาคอีสานโดยเฉพาะภาคอีสานตอนใต้ที่เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาชายแดน” “ปัญหาชายแดนส่งผลกระทบโดยตรงต่อจังหวัดในภาคอีสาน ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่ที่กระสุนตก แต่ว่ามันก็จะมีในเรื่องของความหวาดกลัว ความไม่รู้สึกปลอดภัย ความหวาดกลัวความกังวลต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจกับกรณีของพรรคเพื่อไทยพอสมควร ในขณะเดียวกันคู่แข่งขันไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทยเองหรือแม้กระทั่งกรณีของพรรคไทรวมพลัง เขาได้เปรียบหรือว่าได้ประโยชน์จากสถานการณ์ปัญหาชายแดน” ‘พรรคไทรวมพลัง’ ขยายฐานที่มั่น  ประเทืองอธิบายต่อว่า โดยเฉพาะกรณีของพรรคไทรวมพลังที่ชนะในจังหวัดอุบลฯ ได้ถึง 4 เขต โดยมี 2 ใน 4 เขตคือเขตที่ 9 และ 10 เป็นเขตชายแดนอยู่ในพื้นที่อำเภอน้ำยืนและบุณฑริก ส่วนอีก 2 เขตคืออำเภอเขื่องในและม่วงสามสิบ ดอนมดแดงเหล่าเสือโคก และตาลสม อำเภอหมดเลยหรือ??  ที่พรรคไทรวมพลังได้ สส.ถึง 4 ที่นั่งครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ไทรวมพลังชนะได้ถึง 2 เขต หลังจากนั้นปี 2567 จิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล หรือ ‘มาดามกบ’ เจ้าของพรรคไทรวมพลังยังลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น นายก อบจ. แต่ก็พ่ายแพ้ให้กับ กานต์ กัลป์ตินันท์ จากทางพรรคเพื่อไทยไป จากความพยายามของพรรคไทรวมพลังหลังการเลือกตั้งปี 2566 ชี้ให้เห็นถึงความพยายามตั้งหลักหรือสร้างฐานที่มั่นในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี รวมถึงพยายามขยายพื้นที่โดยสนับสนุนการเมืองท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นระดับเทศบาลหรือแม้กระทั่ง อบต.ในหลายเขต รวมถึง วสวรรธน์ พวงพรศรี หรือ ‘กังฟู’ หัวหน้าพรรคที่พยายามผลักดันความช่วยเหลือในอุบลฯ ช่วงที่มีสถานการณ์ชายแดนอย่างต่อเนื่องมา 2-3 ปีแล้ว รวมถึงการสร้างฐานเสียงโดยเจาะพื้นที่ที่คู่แข่งมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ  ประเทืองมองว่า พรรคไทรวมพลังที่ได้สส.แบบเขตและปาร์ตี้ลิสต์รวม 6 คน. จะไปร่วมเป็นรัฐบาลด้วยโดยอาจจะคาดหวังในเรื่องของตำแหน่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเพราะว่าจะสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคที่สนับสนุนการเกษตร  เลือกตั้ง 69 ภูมิใจไทยมาแรง ส่วนที่พรรคภูมิใจไทยมาแรงในพื้นที่จังหวัดภาคอีสานนอกจากเรื่องปมปัญหาชายแดนและการสูญเสีย สส.ของพรรคเพื่อไทยเองแล้ว อีกปัจจัยคือพรรคภูมิใจไทยได้ให้ความสำคัญกับปัจจัยส่วนบุคคลของ สส. พื้นที่โดยพิจารณาว่าในแต่ละเขตเลือกตั้งมีผู้สมัครคนใดบ้างที่มีคุณสมบัติโดดเด่นและได้รับความนิยมอยู่ในตัวอยู่แล้วในพื้นที่ที่จะสามารถชนะการเลือกตั้งในเขตนั้นๆ ได้ค่อนข้างแน่นอนเช่น สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ (กานต์) ในเขตเลือกตั้งที่ 7 ของอุบลฯ พรรคก็จะเลือกให้การสนับสนุนผู้สมัครที่มีลักษณะเช่นนี้ ส่วนผู้สมัครที่ไม่โดดเด่นเท่าพรรคก็ส่งลงเพื่อเอาคะแนนส่วนบัญชีรายชื่อเท่านั้น  ทั้งนี้เมื่อถามว่าช่วงที่อนุทินได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้แค่ไหน เขากลับมองว่าตัวแปรสำคัญในการควบคุมฐานเสียงคือ อสม.(อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) เป็นหลักมากกว่าเพราะเข้าถึงประชาชนได้ทุกบ้าน ไม่ใช่กำนันหรือผู้ใหญ่บ้านที่จะมีบทบาทมากต่อการเลือกตั้งเหมือนสมัยก่อน “ผมว่าการที่พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งได้ มาจากความได้เปรียบในแง่การสนับสนุนผู้สมัครได้อย่างชัดเจนมากกว่า ในขณะที่คู่แข่งก็คือพรรคเพื่อไทยการสนับสนุนและการคัดเลือกผู้สมัครเหมือนกับว่ารอบนี้ไม่ได้คาดหวังที่จะได้คะแนนเสียงถล่มทลายหรือได้ สส.จำนวนมากมายขนาดนั้น” “ผมแปลกใจมากอย่างหนึ่ง ผมอยู่ในกลุ่มติดตามผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ฝ่ายที่เชียร์ก็มีการคาดหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งในรอบนี้ แต่ข้อมูลจากการสำรวจและการทำโพลล์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 68 - มกราคม 69 ผลสำรวจเขตเลือกตั้งที่ 1,2, 3, 7, 8 แล้วก็ 11 พบว่าคะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดน้อยลงจากการเลือกตั้งปี 66 อย่างชัดเจน” ประเทืองเล่าว่าคะแนนความนิยมของพรรคเพื่อไทยมาเป็นอันดับหนึ่งถ้าร่วมของอุบลฯ ทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 38% ส่วนอันดับสองคือพรรคก้าวไกล 30% แต่ผลการสำรวจก่อนการเลือกตั้ง 69 นี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้มากเหมือนการเลือกตั้งปี 66 แล้วแต่ความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบเทียบเท่ากับความนิยมของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่าความนิยมของพรรคเพื่อไทยลดน้อยลงและส่งผลต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘กล้าธรรม’ ก็เบียดเข้ามา นอกจากพรรคภูมิใจไทยจะขยายตัวขึ้นมาแล้ว พรรคกล้าธรรมก็เป็นอีกพรรคที่เบียดแทรกขึ้นมาในพื้นที่อีสานและแย่งที่นั่งมาได้จากทั้งพรรคเพื่อไทย 6 ที่นั่งและพรรคประชาชน 2 ที่นั่ง ก็เป็นพรรคที่สังคมตั้งคำถามว่าทำไมพรรคหน้าใหม่เช่นนี้ถึงได้ สส.ไปเยอะนัก แม้ที่จริงจะต้องบอกว่าทั้งพรรคมีแต่คนเดิมๆ ที่ไหลมาจากพรรคอื่น เช่น พลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ เป็นต้น  เรื่องที่เกี่ยวข้อง * Rocket Media Lab เปิด ‘บ้านใหญ่’ ย้ายไปรอเลือกตั้ง’69 ที่พรรคไหนบ้าง สำหรับการเข้ามาชิงพื้นที่ของพรรคกล้าธรรม ประเทืองมองว่าใช้กลยุทธ์คล้ายกับของพรรคภูมิใจไทยคือเน้นไปที่ผู้สมัครรายบุคคลที่ไปเลือกจากผู้สมัครที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งหรือเจ้าของพื้นที่เดิมมาสังกัดพรรค ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเสี่ยงน้อยแต่มีประสิทธิภาพมากและสามารถนับยอดได้เลยว่าแต่ละเขตใครจะชนะการเลือกตั้งแน่นอน จึงไม่แปลกที่ สส.ที่ได้มานั้นถูกคำนวนและคาดการณ์ไว้หมดแล้วนอกจากนั้นพรรคเองก็ยังทำโพลล์สำรวจเองด้วยตลอดเวลา ทำให้ทราบว่าแต่ละเขต สส.คนไหนจะชนะเลือกตั้งแบบชัวร์ๆ พรรคก็จะเลือกให้การสนับสนุนคนนั้นอย่างเต็มที่ ตัวเลขที่ออกมาจึงไม่เป็นที่เป็นเรื่องน่าตกใจอะไร  พรรคประชาชนยังเจาะพื้นที่อีสานไม่ได้ ประเด็นนี้ ประเทืองมองว่าพรรคประชาชนยังให้ความสำคัญกับกระแสพรรคมากกว่ากระแสส่วนบุคคลของ สส. ซึ่งจะต่างจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมดังที่กล่าวไปแล้วว่าให้ความสำคัญกับกระแสส่วนตัวของบุคคลมากกว่ากระแสพรรค  “เหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยกับพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งก็คือเขาวางยุทธศาสตร์หรือว่าดำเนินยุทธศาสตร์ไว้โดยการให้ความสำคัญกับกระแสส่วนบุคคลมากกว่ากระแสพรรค พยายามไปดึงบุคคลที่มีกระแสความนิยมให้มาสังกัดพรรคแล้วก็เลือกให้การสนับสนุนผู้สมัครที่มีกระแสดีอยู่แล้ว” ผลที่ตามมาจากการเลือกยุทธศาสตร์เช่นนี้ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม  ทำให้ทั้งสองพรรคได้คะแนนบัญชีรายชื่อตามมาด้วย ซึ่งประเทืองมองว่าทั้งสองพรรคนี้ “อ่านเกมขาด”  ประเทืองให้ข้อมูลว่า ในการเลือกตั้งรอบนี้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อในอุบลฯ ของพรรคภูมิใจไทยได้มาเป็นอันดับ 3 คือ 127,263 คะแนน ใกล้เคียงกับพรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชนที่ได้ 187,407 คะแนนและอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทย 175,187 คะแนน ส่วนอันดับสี่คือพรรคไทยรวมพลัง 122,282 คะแนนที่เหลือก็เป็นพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยจะได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับหนึ่งของอุบลฯ คือชนะทั้งหมด 10 เขตจากทั้งหมด 11 เขตในอุบลฯ ยกเว้นหนึ่งเขตที่พรรคประชาชนชนะ แต่ในการเลือกตั้งปี 2569 พรรคเพื่อไทยแพ้เกือบทุกเขตยกเว้น 2 เขตที่ได้อันดับ 1 ที่เหลือคือพรรคประชาชน 4 เขตที่ได้อันดับ 1  ไทรวมพลัง 3 เขต และภูมิใจไทย 2 เขต และทั้ง 2 เขตที่ภูมิใจไทยได้บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ก็เป็นเขตที่ภูมิใจไทยได้ สส.เขตด้วยส่วนเขตที่ไม่ได้อันดับหนึ่งก็ยังอยู่ในระดับสูง “เขาวางเกมขาดจากเดิมที่การเลือกตั้งปี 66 คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของภูมิใจไทยน้อยมากไม่ถึง 10% ในขณะที่เพื่อไทยได้ 38% ก้าวไกล(พรรคประชาชน) 30% แต่ว่ารอบนี้คะแนนภูมิใจไทยสูงมากจนได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์อันดับสามของอุบลฯ และมีคะแนนใกล้เคียงกับพรรคประชาชนกับเพื่อไทยด้วย” ส่วนพรรคกล้าธรรมที่ใช้กลยุทธ์เดียวกับพรรคภูมิใจไทยที่เชื่อว่าหากได้คะแนนของ สส.เขตมาแล้วก็จะได้คะแนนบัญชีรายชื่อตามมาด้วยเมื่อสมมติฐานที่ตั้งไว้ถูกต้อง ก็ทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้นมาอย่างมากด้วย * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 69 * พรรคเพื่อไทย * พรรคภูมิใจไทย * พรรคประชาชน * พรรคกล้าธรรม * ประเทือง ม่วงอ่อน * อีสาน
dlvr.it
February 9, 2026 at 1:55 PM
เครือข่ายแรงงานเรียกร้องรัฐให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO คุ้มครองงานที่มีคุณค่า
เครือข่ายแรงงานเรียกร้องรัฐให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO คุ้มครองงานที่มีคุณค่า auser15 Mon, 2026-02-09 - 19:27 เครือข่ายแรงงานเรียกร้องรัฐบาลไทยมีบทบาทเชิงรุกต่อร่างอนุสัญญา ILO ว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม ชี้แรงงานกว่าล้านคนยังขาดสิทธิและหลักประกัน เสนอร่วมกำหนดมาตรฐานสากล ทบทวนกฎหมายแรงงานกึ่งอิสระ และให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO หลัก เพื่อคุ้มครองงานที่มีคุณค่าอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย, สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม, สหภาพคนทำงาน, สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์, สภาองค์การลูกจ้างคนงานไท, สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ว่าด้วยร่างอนุสัญญา ILO ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม และกระบวนการกำหนดมาตรฐานสากลสำหรับงานแพลตฟอร์ม ระบุว่างานแพลตฟอร์มขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจและตลาด แรงงานในประเทศไทย ทว่าสิทธิและความคุ้มครองสำหรับคนทำงานแพลตฟอร์มยังคงตามไม่ทันการขยายตัวนี้ ทำให้คนทำงานแพลตฟอร์มมากกว่าล้านคนขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิตและการทำงาน ในช่วงเวลาที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) กำลังจัดทำร่างอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม จึงเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยควรมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่อให้มาตรฐานที่กำลังจะเกิดขึ้นสะท้อนสภาพ การทำงานจริง และนำไปสู่การคุ้มครองคนงานอย่างเป็นรูปธรรม ร่างอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์มมีความสำคัญต่อการยกระดับหลักการและสิทธิ ขั้นพื้นฐานในการทำงาน (Fundamental Principles and Rights at Work) และความคุ้มครองที่เกี่ยวข้องกับสภาพการทำงานของคนทำงานแพลตฟอร์ม ตลอดจนสถานะและความสัมพันธ์ในการทำงาน ค่าตอบแทนและเวลาการทำงาน ความคุ้มครองทางสังคม และการบริหารจัดการงานผ่านระบบอัลกอริทึม ซึ่งการกำหนดมาตรฐานสากลที่ชัดเจนจะช่วยเป็นกรอบอ้างอิงสำคัญให้ทุกฝ่ายร่วมกันพัฒนาแนวปฏิบัติและนโยบายที่เหมาะสม ขณะนี้ ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ พวกเรา ขอให้รัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศให้ความสำคัญและมีส่วนร่วมอย่างจริงจังกับกระบวนการของ ILO โดย 1. มีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ในการประชุมแรงงานนานาชาติ (ILC) ครั้งที่ 114 ในเดือนมิถุนายน 2569 ในการประชุมดังกล่าวจะมีการพิจารณาร่างรายงาน (Blue Report) ของร่างอนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม พวกเราขอให้รัฐบาลเข้าร่วมการหารือและกำหนดท่าทีอย่างมีข้อมูลรอบด้าน โดยรับฟังข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากคนทำงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสะท้อนประเด็นปัญหาที่คนทำงานในระบบแพลตฟอร์มเผชิญอยู่ อาทิ ความปลอดภัยและสุขภาพของคนทำงาน และสนับสนุนแนวทางที่ส่งเสริมการคุ้มครองคนทำงานแพลตฟอร์มให้สอดคล้องกับหลักงานที่มีคุณค่า (Decent Work) 2. ผลักดันนโยบายด้านแรงงานแพลตฟอร์มในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากล ทำให้เกิดผลผ่านกฎหมายและการบังคับใช้จริง และเมื่อร่างมาตรฐานของ ILO ได้รับการรับรอง ขอให้รัฐบาลเดินหน้าลงนามและให้สัตยาบัน เพื่อนำมาตรฐานมาใช้ในประเทศไทย และให้คนทำงานแพลตฟอร์มได้รับสิทธิและความคุ้มครองได้จริง ในระหว่างนี้ ขอให้รัฐบาลชะลอและทบทวนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ ที่ได้กำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มมีสถานะเป็น “แรงงานกึ่งอิสระ” ซึ่งจะนำไปสู่ การจำกัดสิทธิแรงงานที่พึงมี และไม่สอดคล้องกับหลักการคุ้มครองแรงงานตามร่างอนุสัญญา ILO ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ 3. ลงนามให้สัตยาบันในอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและสิทธิใน การรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ร่วมก่อตั้ง ILO ตั้งแต่ปี 2462 แต่กลับยังไม่ได้ ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งเป็นอนุสัญญาหลักภายใต้หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐาน ในการทำงาน (FPRW) การให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้งสองฉบับจะช่วยเสริมความเข้มแข็งของสิทธิแรงงานในประเทศไทย พวกเรายืนยันที่จะร่วมกันติดตามความคืบหน้าของกระบวนการดังกล่าว สนับสนุนความร่วมมือระหว่างเครือข่ายคนทำงาน สหภาพแรงงาน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ เพื่อส่งเสริมงานที่มีคุณค่าและความคุ้มครองที่เหมาะสมสำหรับคนทำงานแพลตฟอร์มในประเทศไทย * ข่าว * แรงงาน
dlvr.it
February 9, 2026 at 12:29 PM
พื้นที่ไหนใครครอง? เทียบผลเลือกตั้งปี 2566 กับ 2569 สส. แบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์
พื้นที่ไหนใครครอง? เทียบผลเลือกตั้งปี 2566 กับ 2569 สส. แบบเขต-ปาร์ตี้ลิสต์ See Think Mon, 2026-02-09 - 19:00 เทียบผลเลือกตั้งปี 2566 กับ 2569 สส. แบบเขต พื้นที่ไหนใครครอง เพื่อให้เห็นเฉดสีทางการเมืองพรรคที่สะท้อนขั้วอำนาจ ว่าเปลี่ยนผันไปในแต่ละภูมิภาคมากน้อยเพียงไร.ขณะที่เมื่อนำผลการเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ ปี 66 และ 69 (อย่างไม่เป็นทางการ) มาเทียบกัน ก็พอมีข้อสังเกตได้ว่าคะแนนดิบของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่เดิมเคยมีราวๆ 3% และเพิ่มขึ้นมาอย่างมีนัยยะสำคัญในการเลือกตั้งรอบล่าสุดนี้ คือส่วนที่ไหลมาจากคนกลุ่มคนรัก 'ลุงตู่' ที่เคยเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) นั่นเอง   ผลคะแนน สส.บัญชีรายชื่อปี 25661. ก้าวไกล 14,438,8512. เพื่อไทย 10,962,5223. รทสช. 4,766,4084. ภูมิใจไทย 1,138,202.ปี 2569 (ผลไม่เป็นทางการ)1. ประชาชน 9,747,1162. ภูมิใจไทย 5,941,8053. เพื่อไทย 5,134,5994. ประชาธิปัตย์ 3,635,139 * ข่าว * การเมือง * เลือกตั้ง 2569 * พรรคภูมิใจไทย * พรรคประชาชน * พรรคเพื่อไทย * พรรคประชาธิปัตย์ * พรรครวมไทยสร้างชาติ
dlvr.it
February 9, 2026 at 12:11 PM
สถานการณ์ LGBTQ+ ปี 2025: ทั่วโลกถดถอย แต่เอเชียมีพัฒนาการอยู่บ้าง
สถานการณ์ LGBTQ+ ปี 2025: ทั่วโลกถดถอย แต่เอเชียมีพัฒนาการอยู่บ้าง auser15 Mon, 2026-02-09 - 18:36 ถึงแม้ว่าในปี 2025 สถานการณ์ด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศทั่วโลกจะเผชิญกับแรงต้านและภาวะถดถอย แต่ในเอเชียกลับมีพัฒนาการเชิงบวกอยู่บ้าง เช่นในด้านกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิ และในบางประเทศก็มีการยอมรับทางสังคมมากขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงในบางประเทศก็เป็นไปอย่างตะกุกตะกัก เช่น ในญี่ปุ่นที่มีรัฐบาลกลางหัวอนุรักษ์ต่อต้านสมรสเท่าเทียม ขณะที่ในระดับท้องถิ่นมีความก้าวหน้าในด้านนี้ระดับนึง ในรายงานด้านสิทธิความหลากหลายทางเพศปี 2025 ของ Erasing 76 Crimes โดย ร็อบ ซาเลอโน ระบุถึงสถานะของสิทธิ LGBTQ+ และสถานการณ์เรื่องสมรสเท่าเทียมในประเทศต่างๆ ของเอเชีย โดยแบ่งเป็นภูมิภาค สำหรับในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีการระบุถึงประเทศไทยที่ประกาศบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียมและการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตั้งแต่เมื่อเดือน มกราคม 2025 ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายรับรองการแต่งงานระหว่างคู่รัก LGBTQ+ แต่คู่แต่งงานหลากหลายทางเพศก็ยังคงเผชิญกับการถูกเลือกปฏิบัติในทางกฎหมายในเรื่องการอุปการะบุตรและเรื่องการรับรองสถานะผู้อาศัยในกรณีที่เป็นคู่รักต่างสัญชาติ นอกจากนี้แล้วในประเทศไทยยังไม่มีความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อยในเรื่องกฎหมายรับรองเพศสภาพ ทั้งที่เคยสัญญาไว้ สำหรับในอินโดนีเซียและมาเลเซียนั้น ยังคงมีการบุกทลายงานอีเวนต์คนรักเพศเดียวกันและบาร์ของคนรักเพศเดียวกัน ในอินโดนีเซียมีการเสนอกฎหมายที่จะเป็นการแบน "พฤติกรรมแบบ LGBTQ" ในโลกออนไลน์ด้วย มีเรื่องที่แย่น้อยลงบ้างสำหรับสองประเทศนี้คือในอินโดนีเซียเริ่มมีการพิจารณาให้โทษประหารชีวิตถือเป็นทางเลือกแทนที่จะเป็นการลงโทษหลัก ส่วนในรัฐกลันตัน ของมาเลเซีย ก็มีการพิจารณาว่าจะยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสิ้นเชิงเช่นกัน ในสิงคโปร์มีการผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการกีดกันเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน แต่ไม่ได้มีการคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย ขณะที่ในฟิลิปปินส์ ศาลสูงสุดตัดสินให้การรักเพศเดียวกันนับเป็นเหตุที่ส่งผลให้การแต่งงานเป็นโมฆะได้ อย่างไรก็ตาม ในจังหวัดอักลันก็มีการผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการกีดกันเลือกปฏิบัติ เวียดนามก็มีการปราบปรามงานอีเวนต์คนรักเพศเดียวกันในช่วงหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้การพูดถึงการขยายสิทธิความหลากหลายทางเพศและเรื่องสมรสเท่าเทียมอาจจะเงียบไปสักระยะหนึ่ง ขณะที่กฎหมายรับรองเพศสภาพในเวียดนามก็ยังคงค้างอยู่ในสภา ไม่ได้คืบหน้าไปไหน ญี่ปุ่นยังคงตะกุกตะกักในเรื่องสมรสเท่าเทียม ทางด้านเอเชียตะวันออก ประเทศจีนมีการปราบปรามการแสดงออกในเชิงความหลากหลายทางเพศมากขึ้น เช่นการสั่งแบนแอปพลิเคชันเครือข่ายคนรักเพศเดียวกันออกจากแอปสโตร์ การเซนเซอร์ภาพยนตร์ต่างชาติโดยการตัดต่อตัวละครผู้มีความหลากหลายทางเพศออกไปไม่ให้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ และมีการจับกุมนักเขียนเรื่องคนรักเพศเดียวกัน ในฮ่องกงที่พยายามผลักดันร่างกฎหมายคู่ชีวิตคนรักเพศเดียวกันก็ถูกโหวตคว่ำโดยรัฐบาล ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้ก็ไม่ได้ให้สิทธิมากเท่าคู่แต่งงานที่เป็นคู่รักชายกับหญิงอยู่แล้ว มีกรณีหนึ่งที่ฮ่องกงทำได้ดีอยู่บ้างคือในช่วงต้นปี 2025 ศาลฮ่องกงตัดสินว่าการสั่งห้ามคนข้ามเพศไม่ให้ใช้ห้องน้ำที่ตรงกับเพศสภาพของพวกเขานั้น นับเป็นการสั่งห้ามที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ฮ่องกง ประสบปัญหาอีกหนึ่งอย่างที่สืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่และจากรัฐบาลฮ่องกง ทำให้พื้นที่ทางการเมืองและพื้นที่ภาคประชาสังคมลดน้อยถอยลง กลุ่มสนับสนุนสิทธิ LGBTQ+ ก็เผชิญปัญหานี้ไปด้วย เช่น กรณีของงาน Pink Dot งานความหลากหลายทางเพศที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง ซึ่งมักจะจัดข้างนอกเป็นประจำทุกปี แต่ด้วยการคุมเข้มจากกฎหมายของฮ่องกง ทำให้พวกเขาไม่สามารถหาพื้นที่จัดงานได้ จนต้องหันมาจัดในรูปแบบออนไลน์แทน ในไต้หวันมีความคืบหน้าเรื่องสิทธิคู่สมรสเพศเดียวกัน เมื่อรัฐบาลเสนอกฎหมายที่จะเปิดทางให้มีการช่วยเหลือคนรักเพศเดียวกันและผู้หญิงโสดในการมีลูก แต่ก็ไม่ได้มีเนื้อหาอนุญาตเรื่องการอุปการะบุตรบุญธรรมด้วย ซึ่งจะเป็นกฎหมายแยกไว้พิจารณาหลังจากนี้ อีกทั้งในไต้หวันยังมีกฎหมายรับรองเพศสภาพแล้วแต่กฎหมายรับรองเพศสภาพเดิมมีข้อจำกัดให้ยังต้องผ่าตัดแปลงเพศก่อนถึงจะได้รับการรับรองทางกฎหมาย แต่ในปีที่แล้วก็มีการฟ้องร้องให้ยกเลิกข้อกำหนดเรื่องนี้ ในปี 2025 ควรจะเป็นปีที่ไต้หวันสามารถเป็นเจ้าภาพงานไพรด์ระดับโลกอย่าง WorldPride ได้ แต่พวกเขาก็ถอนตัวเมื่อปี 2022 หลังจากที่ WorldPride สั่งห้ามไม่ให้พวกเขาใช้ชื่อ "ไต้หวัน" ในการจัดงาน ทำให้มีการจัดงานที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ แทนในปี 2025 เกาหลีใต้มีการเสนอร่างกฎหมายคู่ชีวิตแต่ก็ไม่ได้มีความคืบหน้าใดๆ เลยในสภา ขณะเดียวกันก็มีคู่รักที่ยื่นฟ้องศาลสูงสุดเพื่อเรียกร้องสิทธิสมรสเท่าเทียม และรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ประกาศว่าจะระบุให้คู่รักเพศเดียวกันถูกนับเป็น "คู่สมรส" ในการสำรวจสัมมะโนประชากรครั้งถัดไป ส่วนรัฐมนตรีด้านความเท่าเทียมทางเพศที่เพิ่งได้รับตำแหน่งในปีที่แล้วก็บอกว่าจะผ่านร่างกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติโดยมีการคุ้มครองผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วย แต่ก็ยังไม่มีข่าวคราวเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ประเทศญี่ปุ่น มีความลักลั่นบางอย่างในประเด็นสมรสเท่าเทียม ซึ่งมีศาลสูงสามแห่งในประเทศตัดสินเรื่องที่ว่าการห้ามสมรสเท่าเทียมนั้นเป็นการห้ามที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยในขณะที่ศาลในนครนาโกยา และในจังหวัดโอซากา ต่างก็ตัดสินว่าการสั่งแบนสมรสเท่าเทียมนั้นขัดหลักรัฐธรรมนูญ แต่ศาลสูงโตเกียวตัดสินว่าการแบนเป็นไปตามหลักรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ทำให้เกิดความย้อนแย้งกันเองซึ่งจะต้องตัดสินอีกรอบหนึ่งในศาลสูงสุด นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงข้ามเพศที่ยื่นฟ้องร้องต่อศาลสูงสุดขอเปลี่ยนเพศทางกฎหมายโดยไม่ต้องหย่ากับภรรยาของเธอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นในเกียวโตและโอซากาไม่อนุญาต แต่ในปีเดียวกัน ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นก็ได้ตัดสินให้คู่รักเพศเดียวกันต่างสัญชาติฝ่ายที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นไม่สามารถใช้ความเป็นคู่รักของชาวญี่ปุ่นในการขอวีซาผู้อาศัยในญี่ปุ่นได้ สิ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าในด้าน LGBTQ+ ได้บางคือความคืบหน้าเกี่ยวกับ กฎหมายคู่ชีวิต ซึ่งจะให้สิทธิบางด้านในแบบเดียวกับคู่แต่งงานชายกับหญิง แต่ก็จะไม่ได้สิทธิเทียบเท่ากัน เช่น ทำให้พวกเขาเข้าถึงบริการของรัฐบาลส่วนท้องถิ่นได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงที่พักอาศัยหรือโรงพยาบาล โดยการยอมรับว่าคู่รักของพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวในแบบเดียวกับคู่แต่งงาน ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการธุรกรรมต่างๆ ได้แบบเดียวกับคู่แต่งงานหรือครอบครัว ในปี 2024 ศาลญี่ปุ่นเคยตัดสินให้คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิที่จะได้รับเงินช่วยเหลือถ้าหากคู่รักของพวกเขาเสียชีวิตจากอาชญากรรม เช่น กรณีชายคนหนึ่งสูญเสียคู่รักชายของเขาจากการถูกฆาตกรรม ศาลสูงสุดของญี่ปุ่นก็ตัดสินให้ชายคนนี้มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากการสูญเสียบุคคลที่รักจากการตายเช่นเดียวกับคู่รักชายกับหญิง อีกทั้งในปี 2025 ญี่ปุ่นก็เริ่มขยายให้คู่รักเพศเดียวกันได้รับสิทธิเท่าเทียมตามกฎหมายรวม 33 ฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายสัญญาเช่าและปล่อยเช่า และกฎหมายการได้รับความช่วยเหลือจากภัยพิบัติ แต่คู่รักเพศเดียวกันก็ยังคงไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักชายกับหญิง เพราะยังมีกฎหมายอีก 120 ฉบับที่ไม่ครอบคลุมพวกเขา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกฎหมายประกันสังคมและบำนาญ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หลายเขตพื้นที่ของญี่ปุ่นเริ่มมีการอนุญาตให้คู่รักหลากหลายทางเพศจดทะเบียนคู่ชีวิตได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้จะยังไม่มีการออกกฎหมายในระดับประเทศ และในปี 2025 ก็มีจังหวัดโอกินาวา ที่เริ่มอนุญาตให้มีการจดทะเบียนคู่ชีวิต กับจังหวัดนางาซากิ ที่ประกาศว่ามีแผนการจะเสนอกฎหมายนี้ในระดับท้องถิ่นภายในปี 2026 ทำให้ในตอนนี้มีอยู่ 32 จังหวัดจากทั้งหมด 47 จังหวัดของญี่ปุ่น และเขตเทศบาลมากกว่า 500 แห่ง ที่มีการอนุญาตจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน แต่การเมืองญี่ปุ่นก็มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่เป็น ซานาเอะ ทาคาอิจิ ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมห้วชนฝาและแสดงออกต่อต้านสมรสเท่าเทียมอย่างมาก ทำให้อนาคตสมรสเท่าเทียมในญี่ปุ่นยังดูริบหรี่ในปีนี้ เอเชียใต้ มีทั้งสัญญาณบวกและลบ บางรัฐในอินเดียนำโด่งด้านสิทธิคนข้ามเพศ ขณะที่กลุ่มประเทศเอเชียกลางยังมีความน่าเป็นห่วง เนื่องจากหลายประเทศเริ่มใช้กฎหมายในเชิงตั้งเป้าปราบปรามชาว LGBTQ+ เช่น คาซัคสถานที่ออกกฎหมายในแบบเดียวกับรัสเซีย ส่วนอัฟกานิสถานภายใต้การนำของกลุ่มตอลีบัน ก็ได้รับหมายจากศาลอาญาระหว่างประเทศ ICC ในเรื่องที่มีผู้นำตอลีบันสองคนก่ออาชญากรรมต่อผู้หญิง เด็กหญิง และชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ เป็นครั้งแรกที่ ICC ออกหมายในเรื่องอาชญากรรมต่อชาว LGBTQ+ แต่ก็มีสัญญาณบวกบ้างเล็กน้อยจากปากีสถานที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายยกเลิกโทษประหารชีวิตอาชญากรรม 2 ประเภทซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่พวกเขาทำไว้กับสหภาพยุโรป สำหรับเอเชียใต้ รัฐบาลอินเดียเริ่มเสนอกฎหมายบางด้านที่จะครอบคลุมสิทธิของคู่รักเพศเดียวกัน แต่ก็ยังต่อต้านการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน ขณะที่ศาลในอินเดียเริ่มกลับมาพิจารณาคดีเก่ยวกับการรับรองสิทธิความหลากหลายทางเพศในหลายเรื่องโดยเฉพาะกับคนข้ามเพศและอินเตอเซ็กส์ (บุคคลผู้มีลักษณะกายภาพทางเพศแบบกำกวมหรือมีลักษณะแบบทั้งสองเพศ ซึ่งเป็นมาโดยกำเนิด หรือในระหว่างพัฒนาการโดยที่ควบคุมไม่ได้) เช่น การพิจารณาเรื่องเพศศึกษาที่มีการคำนึงถึงอย่างครอบคลุมความหลากหลายด้วย ในรัฐต่างๆ ของอินเดียก็มีการออกกฎหมายที่ส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ เช่น รัฐอานธรประเทศ ทางตะวันออกเฉียงใต้บนชายฝั่งของประเทศอินเดีย ก็มีการออกกฎหมายรับรองให้ผู้หญิงข้ามเพศนับเป็นผู้หญิงในกฎหมายของรัฐ รัฐเกรละ ที่ศาลสูงตัดสินให้ภาครัฐต้องรับรองเพศของผู้ที่ต้องการระบุเพศแบบเป็นกลางเทียบเท่า "พ่อและแม่" ในใบสูติบัตรของลูกตัวเอง นอกจากนี้ ศาลในเมืองเจนไน รัฐทมิฬทาฑู ก็ได้ตัดสินให้คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิในการใช้ชีวิตครอบครัวร่วมกันได้โดยไม่ถูกพ่อแม่บังคับใช้แยกทางกัน สำหรับรัฐทมินาฑูเองก็ออกกฎหมายให้แพทย์ทุกคนต้องผ่านการฝึกอบรมด้านความเข้าใจและเห็นหัวอก (sensitivity training) ของกลุ่มชาว LGBTQ+ รัฐกรณาฏกะ ก็ได้ออกกฎหมายต่อต้านอาชญากรรมจากความเกลียดชังและวาจาปลุกปั่นความเกลียดชังต่ออัตลักษณ์ตัวตน ซึ่งมีการคุ้มครองชาว LGBTQ+ ด้วย อีกทั้งยังมีกฎหมายใหม่ที่ห้ามการกีดกันเลือกปฏิบัติในการคุ้มครองเด็ก ในศรีลังกาดูจะไม่มีความคืบหน้ามากนักในเรื่องการยกเลิกกฎหมายห้ามการรักเพศเดียวกัน มีผู้นำศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกที่ปลุกปั่นด้วยการด้านทฤษฏีสมคบคิดมาต่อต้านกฎหมายนี้ ส่วนเนปาลก็ยังรอคำตัดสินสุดท้ายจากศาลสูงสุดในเรื่องการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีคำตัดสินให้เป็นเรื่องถูกกฎหมายเมื่อปี 2023 ทำให้ในปี 2025 มีการแต่งงานของคู่รักเพศเดียวกัน 17 คู่ เมื่อพิจารณาจากแผนที่เอเชียใน Map of LGBT Rights in Asia ของ Erasing 76 Crimes แล้ว พบว่ายังคงมีหลายประเทศโดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่การรักเพศเดียวกันยังผิดกฎหมาย แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่เริ่มมีพัฒนาการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าในเอเชียก็ยังคงไม่สม่ำเสมอ ในหลายพื้นที่ยังคงเผชิญแรงต้านจากสังคมและการเมืองอยู่สูง เรียบเรียงจาก 2025 LGBTQ rights update: Many bright spots in Asia amid the gloom, 76Crimes, 03-01-2026 สิบปีระบบ 'จดทะเบียนคู่ชีวิต' คู่รัก LGBTQ+ ในญี่ปุ่น ความเปลี่ยนแปลงที่ปูทางสู่ 'สมรสเท่าเทียม' 'Pink Dot' งาน LGBTQ+ ที่ใหญ่สุดในฮ่องกง เบนเข็มจัดออนไลน์ หลังถูกปฏิเสธใช้พื้นที่จัดงาน   * รายงานพิเศษ * สิทธิมนุษยชน * ต่างประเทศ * ความหลากหลายทางเพศ * LGBTQ+
dlvr.it
February 9, 2026 at 11:40 AM
AI กำลังแย่งงานคน แต่ทำไมเกาหลีใต้ยังยึดติด “ท่องจำ–สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ"
AI กำลังแย่งงานคน แต่ทำไมเกาหลีใต้ยังยึดติด “ท่องจำ–สอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ" auser15 Mon, 2026-02-09 - 17:51 มีการพูดถึงประเด็นของปัญญาประดิษฐ์หรือ "เอไอ" มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าอาจจะเข้ามาแทนที่การจ้างงานในหลายภาคส่วนของสังคม จนเป็นที่น่ากังวลสำหรับกลุ่มผู้ปกครองที่กำลังให้ลูกหลานสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ หวังว่าพวกเขาได้งานดี แต่กลับเสี่ยงที่จะถูกแย่งงาน ทว่า ทำไมผู้ปกครองเหล่านี้ยังคงยืนยันจ่ายค่าเรียนพิเศษแพงๆ ให้ลูกเข้าเรียน ม.ดัง อยู่ดี ไม่ยอมเปลี่ยนวิธีการ สื่อโคเรียแฮรัลด์ เริ่มต้นเล่าถึงแม่คนหนึ่งที่เป็นนักกิจกรรมต่อต้านค่านิมการศึกษษของเกาหลีใต้ ที่ส่งเด็กให้ไปเรียนพิเศษในภาคเอกชน แต่สุดท้ายแล้ว ตัวเธอเองก็ได้ใช้เงินจ้างครูสอนพิเศษให้กับลูกวัยมัธยมฯ ของตัวเอง เพราะเธอหวังว่าจะสามารถส่งลูกเข้าเรียนใน "มหาวิทยาลัยชั้นนำ" ได้ นั่นหมายความว่าเธอกระทำในสิ่งที่ไม่ต่างจากวัฒนธรรมการศึกษาที่เธอต่อต้านเลย ในเกาหลีใต้ มีค่านิยมที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่ใช้เงินจำนวนมากไปกับการลงทุนเพื่อส่งลูกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดัง เพื่อให้ลูกได้มุ่งสู่วิชาชีพแพทย์ กฎหมาย หรือวิชาชีพรายได้สูงอื่นๆ เรื่องนี้สะท้อนให้เห็น่วาแม้แต่คนที่ต่อต้านระบบก็ยังคงจำใจต้องยอมรับระบบไปก่อนเพื่อเห็นแก่อนาคตของลูก แต่ทว่าในยุคสมัยปัจจุบันก็มีเรื่องให้น่ากังวลเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพราะแม้แต่อาชีพรายได้สูงที่ได้มาจากการไปเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ก็กำลังถูกสั่นคลอนโดยเทคโนโลยีที่เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ "เอไอ" (AI) โดยมีผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการใช้งานเอไออาจจะมาแทนที่วิชาชีพเหล่านี้ เมื่อปี 2023 ธนาคารแห่งประเทศเกาหลีเคยเตือนว่า งานวิชาชีพรายได้สูงอย่างแพทย์ ทนายความ และนักบัญชี เสี่ยงต่อการที่เอไอจะเข้ามาสร้างความสั่นคลอน ซึ่ง บิล เกตส์ และ อีลอน มัสก์ ก็เคยพูดไว้แบบเดียวกันว่าเอไอจะเข้ามาแทนที่งานเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองในเกาหลีใต้ก็ยังคงยึดติดกับสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ เรื่องความสำเร็จของลูก คือการส่งลูกให้เรียนหนักๆ เพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ โดยมีข้อสอบเป็นแบบเลือกตัวเลือกปรนัย สูตรสำเร็จที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ครอบงำวัฒนธรรมการศึกษาในเกาหลีมานานแล้ว พ่อแม่บอกว่าในยุคสมัยก่อนนั้นเรียบง่ายกว่า ถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายเงินค่าเรียนพิเศษเป็นหลายล้านวอน แต่การเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำก็เป็นหนทางที่ไว้วางใจได้และมีเป้าหมายชัดเจน เอไอเข้ามาสร้างความสั่นคลอน แต่ในช่วงที่เอไอกำลังเริ่มต้นพัฒนาเป็นรูปเป็นร่าง ก็ทำให้ทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษารู้สึกไขว้เขว เคยมีการสำรวจโดย Randstad ซึ่งเป็นบริษัทจัดหางานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งได้ทำการสำรวจจากนายจ้าง 1,225 ราย และวิเคราะห์โพสต์จัดหางานราว 3 ล้านโพสต์ พบว่าราว 38% ของนายจ้างมีแผนการจะจ้างพนักงานลดลงในปี 2026 นี้ ด้วยเหตุผลเรื่องการใช้เอไอ ข่าวแบบนี้เป็นสิ่งที่สร้างความกังวลให้ชาวเกาหลีใต้ที่ใช้เวลาหลายปีไปกับการเน้นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ เพราะกลัวว่าตำแหน่งงานวิชาชีพของพวกเขาจะถูกแทนที่โดนเอไอโดยไม่มีทางเลือกอื่น มีชาวเกาหลีใต้เปิดเผนว่า ในตอนนี้มีบางสายงานที่มีเอไอเข้ามาแทนที่แล้วเช่นงานเขียนโค้ดโปรแกรมมิง แต่ในอนาคตก็ไม่รู้ว่าเอไอจะไปแทนที่งานอื่นอีกหรือไม่ ในเกาหลีใต้นั้น มีมหาวิทยาลัยชั้นนำ 3 แห่งที่เรียกรวมกันว่ากลุ่มมหาวิทยาลัย SKY ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยโซล (S) มหาวิทยาลัยแห่งชาติเกาหลี (K) และมหาวิทยาลัยยอนเซ (Y) ในยุคสมัยของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นถูกปลูกฝังว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำสามแห่งนี้แล้วก็จบออกมาทำงานวิชาชีพระดับสูงหรือทำงานในบริษัทใหญ่ๆ จะถูกมองว่า "การประสบความสำเร็จ" โดยที่ไม่ได้มีการเตรียมพร้อมให้กับเส้นทางอื่น ริวอึนเฮ แม่ที่มีลูกสาวเรียนชั้นมัธยมฯ บอกว่า พ่อแม่ในยุคถัดไปที่ในสมัยเด็กนั้นเคยเติบโตมาในยุคสมัยเอไอแบบเต็มที่ พวกเขาก็คงจะการศึกษาลูกของตัวเองแตกต่างกันออกไป "แต่กับพ่อแม่แบบพวกเราที่เติบโตมาด้วยความเชื่อว่ากลุ่มมหาวิทยาลัย SKY กับงานวิชาชีพระดับสูง และบริษัทใหญ่ๆ นั้น เป็นนิยามของความสำเร็จ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเตรียมลูกๆ ของพวกเราให้ไปสู่หนทางอื่นโดยสิ้นเชิง" ลีเบียงฮุน ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยชุงอัง กล่าวว่า ความวิตกกังวลในหมู่นักเรียนนักศึกษาและพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นเป็นเรื่องจริง และเป็นสิ่งที่กำลังแผ่ขยายออกไปมากขึ้น ลี มองว่าการที่เอไอเป็นภัยต่อตำแหน่งงานนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นรวดเร็วมากจนน่ากลัว จนอาจจะนำมาซึ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ว่าแรงงานของมนุษย์จะยังคงอยู่ต่อไปได้หรือไม่ และการที่ผู้คนกังวลนั้น ก็เป็นเพราะว่าการศึกษามากเท่าไหร่ก็ไม่สามารถปกป้องพวกเขาจากภัยของเอไอได้ อย่างไรก็ตาม ลีมองว่า ในอนาคตอาจจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงค่านิยมการยึดติดว่าต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงค่านิยมที่ว่านี้จะเป็นไปอย่างช้าๆ เพราะถ้าหากใบปริญญาไม่สามารถการันตีว่าจะมีการจ้างงาน พวกเขาก็คงไปเรียนสายงานช่างหรือภาคส่วนงานบริการที่เอไอไม่สามารถแทนที่ได้ แต่เอไอจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ได้มากขนาดนั้นจริงหรือ ขณะเดียวกันก็มีนักศึกษาอายุ 21 ปี ที่มองว่าเรื่องที่ว่าเอไอจะมาแทนที่งานสายวิชาชีพนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปเป็นร่าง เกาหลียังคงให้ความสำคัญกับปริญญาและในมุมมองของนักเรียนนักศึกษาแล้ว การเข้ามาแทนที่ของเอไอยังไม่ใช่เรื่องที่อยู่ในความสำคัญระดับต้นๆ มีนักเรียนนักศึกษาบางส่วนที่ยอมลดเป้าหมายคณะของตัวเองให้เป็นคณะที่มีการแข่งขันน้อยลงเพื่อที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ อย่างไรก็ตามนักศึกษาอายุ 21 ปี ยอมรับว่าอาจจะเป็นเพราะพวกเขายังไม่ได้เผชิญประสบการณ์ตรงในเรื่องการถูกแทนที่โดยเอไอ มีผู้ปกครองอีกรายหนึ่งที่มองว่า ต่อให้มีเอไอเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานบางส่วนของมนุษย์  แต่ใบปริญญาก็ยังคงสำคัญ เพราะเธอเชื่อว่าไม่ว่าเอไอจะเลียนแบบมนุษย์มากเท่าไหร่ก็จะไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้โดยสิ้นเชิง เธอเชื่อว่าในขณะที่จะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันมากยิ่งขึ้น แต่ก็มองว่าการศึกษาจะเป็น "บันได" ในการไต่ข้ามชนชั้นได้ นักเรียนหลายคนก็ยังคงมองว่าการสอบเข้าเรียนที่ดีๆ เป็นช่องทางสุดท้ายที่น่าจะทำได้ในยุคเอไอ มีผู้เข้าสอบใบอนุญาตผู้ตรวจสอบบัญชีรายหนึ่งมองว่า โลกของเราจะมีการใช้เอไอเพิ่มมากขึ้น แต่มันไม่สามารถแทนที่มนุษย์ได้ร้อยเปอร์เซนต์ ยังจุนโฮ ศาสตราจารย์ด้านศึกษาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซ็องกยุงกวัน กล่าวว่า การใช้เงินไปกับการศึกษาภาคเอกชนจะยังคงไม่ลดลงตราบใดที่ระบบการสอบเข้าเรียนของเกาหลีใต้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ในเรื่องที่ว่าเอไอจะมาแทนที่วิชาชีพอย่างหมอนั้น ยังจุนโฮมองว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนพูดกันเฉยๆ แต่ก็ยังไม่เห็นผลกระทบที่แท้จริงมากนัก มีนักศึกษาด้านภาควิชาอาหารและโภชนาการจากมหาวิทยาลัยยอนเซรายหนึ่งกำลังเตรียมสอบย้ายภาควิชาไปเป็นสัตวแพทยศาสตร์ เพราะเธอมองว่างานเรื่องโภชนาการถูกแทนที่โดยเอไอได้ แต่สัตวแพทย์จะไม่สามารถแทนที่โดยเอไอได้ เธอบอกว่า "ในงานวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบชีวิตโดยตรงอย่างหมอนั้น มันไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน ว่าเราจะตรวจสอบข้อผิดพลาดของเอไอได้ตรงจุดไหน" เรียบเรียงจาก AI is upon us. So why is Korea still fixated on rote-learning?, The Korea Herald, 01-02-2026   * ข่าว * การศึกษา * ต่างประเทศ * ไอซีที * เกาหลีใต้ * AI
dlvr.it
February 9, 2026 at 10:59 AM
กกต.แจงผลนับคะแนนใหม่ หอประชุม มทร.ธัญบุรี ไม่แตกต่างจากเดิม
กกต.แจงผลนับคะแนนใหม่ หอประชุม มทร.ธัญบุรี ไม่แตกต่างจากเดิม auser15 Mon, 2026-02-09 - 17:15 เมื่อคืนวันที่ 8 ก.พ. ประชาชนและนักศึกษาหลักร้อยคนรวมตัวที่หอประชุม มทร.ธัญบุรี หลังพบว่าเจ้าหน้าที่นับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจักรโดยไม่ให้ผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ และมีการใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิด ปักหลักชุมนุมจนถึงเช้าวันนี้ (9 ก.พ.) ก่อนเจ้าหน้าที่ยอมให้นับใหม่ ต่อมา กกต. ชี้แจงผลนับใหม่ไม่แตกต่างจากเดิม ช่วงค่ำของวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ. 2569 ผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายรายโพสต์รายงานความผิดปกติที่หน่วยเลือกที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อ. ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีการรายงานว่าเจ้าหน้าที่ กปน. ไม่ยอมให้มีผู้สังเกตการณ์การนับคะแนน และมีการใช้ถุงดำคลุมกล้องวงจรปิดในหอประชุม ทำให้มีประชาชนหลักร้อยคน ซึ่งรวมถึงนักศึกษา มทร. จำนวนมาก ไปรวมตัวกันที่หอประชุมเพื่อเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ หลายรายได้มีการไลฟ์สดสถานการณ์ในแพลทฟอร์มติ๊กตอกและทวิตเตอร์ด้วย ข่าวเวิร์คพอยท์ 23 รายงานว่าหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวเป็นจุดรวมหีบบัตรเลือกตั้งจากหน่วยต่างๆ ทั้งในเขตและนอกเขต โดยตัวแทนนักศึกษาและประชาชนระบุว่าก่อนหน้านี้มีนักศึกษาจำนวน 6 คน พยายามจะเข้าไปสังเกตการณ์การนับคะแนน แต่ถูกสั่งห้ามโดยเจ้าหน้าที่ ซึ่งอ้างว่าผู้สังเกตการณ์รบกวนการปฏิบัติงาน และเชิญให้ออกนอกพื้นที่ เมื่อผู้สังกตการณ์พยายามสอบถามและขอดูการนับคะแนน ก็พบว่าเจ้าหน้าที่นับคะแนนเสร็จสิ้นและปิดหีบไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ และทำให้เกิดคำถามว่าทำไมจึงมีการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าและนอกราชอาณาจัดรถึงเกิดขึ้นโดยไม่มีพยาน ซึ่งทางกลุ่มนักศึกษาและประชาชนมองว่าไม่โปร่งใสและเป็นการละเมิดสิทธิ เพียร มารศรี หัวหน้ากลุ่มงานสืบสวนและสอบสวนพรรคการเมืองสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดปทุมธานี บอกกับเวิร์คพอยท์ 23 ว่าสำนักงานกกต. จังหวัดไม่มีอำนาจในการสั่งให้นับคะแนนใหม่ ต้องส่งให้ กกต. กลางพิจารณา ส่วนผู้ที่นักศึกษาอ้างว่าสั่งห้ามไม่ให้สังเกตการณ์ไม่อยู่ในพื้นที่  คำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ทำให้ประชาชนและนักศึกษาไม่พอใจ และยังคงปักหลักชุมนุมที่หอประชุมจนถึงช่วงเวลาประมาณ 2.00 ผู้ใช้ทวิตเตอร์รายหนึ่งซึ่งติดตามสถานการณ์อยู่ในพื้นที่ระบุว่าผอ. กกต. จังหวัดปทุมธานีเดินทางมาที่หน้าหน่วยและระบุว่าจะมีการนับคะแนนใหม่ แต่เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยไม่อยู่ในพื้นที่แล้ว นักศึกษาจำนวนหนึ่งจึงอาสานับคะแนนเอง  PPTV HD 36 รายงานเมื่อเวลา 4.00 เช่นกันว่าหลังประชาชนชุมนุมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียดมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ได้เปิดการเจรจากับตัวแทนประชาชนและได้ข้อสรุปว่าจะดำเนินการนับคะแนนใหม่ทั้งหมดเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่พบว่าเจ้าหน้าที่อาสาสมัครประจำหน่วยได้เดินทางกลับไปหมดแล้ว เจ้าหน้าที่จึงประกาศหาอาสาสมัคร 12 คน จากภาคประชาชนเพื่อทำการนับคะแนน โดยสื่อหลายรายงานว่าการนับคะแนนใหม่เสร็จสิ้นเมื่อเวลา 9.00 น. ต่อมา PPTV HD 36 รายงานว่า กกต. ได้แถลงชี้แจงความผิดพลาด ภายในหน่วยเลือกตั้ง เขต 7 ปทุมธานี โดยรายละเอียดระบุว่า การนับคะแนนใหม่ของหน่วยเลือกตั้งดังกล่าว เป็นการนับคะแนนของหน่วยนอกเขตจังหวัด และนอกราชอาณาจักร หมายความว่าไม่ใช่เฉพาะคะแนนของหน่วยตรงนั้น ซึ่งเมื่อนับเสร็จก็จะนำมารวมกับภายในหน่วยด้วย แต่จากข้อมูลที่ทราบเมื่อวาน ผลการนับคะแนนไม่แตกต่างจากการนับคะแนนครั้งแรก มีผลการนับคะแนนใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามต้องรอการรายงานอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการ กกต. จังหวัดอีกครั้ง ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า การนับคะแนนครั้งแรกนั้น พรรคภูมิใจไทย ขึ้นนำ แต่เมื่อนับใหม่ กลับกลายเป็น พรรคประชาชนขึ้นนำนั้น กกต.เผยว่าน่าจะเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน จากการตรวจสอบแล้วข้อมูลตรงกัน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ณ สถานที่นับคะแนนนอกเขต และนอกราชอาณาจักร ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวระบุว่า ไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าสังเกตการณ์ การนับคะแนนเลือกตั้ง และนำถุงดำไปปิดคลุมกล้องวงจรปิด กกต. ชี้แจงว่า ให้แยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ การนับคะแนนไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ประชาชนทุกคนสามารถเข้าสังเกตการณ์ได้ ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องการอนุญาต และปิดคลุมกล้องวงจรปิดทางเจ้าหน้าที่ขอทราบรายงานข้อเท็จจริงก่อน เพราะอะไรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็จะต้องส่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณา ตามกระบวนการหากมีการฝ่าฝืนกฎหมาย * ข่าว * การเมือง * การเลือกตั้ง 2569
dlvr.it
February 9, 2026 at 10:19 AM