โปรดระวัง เขตสมองไหล
“เหมือนเราจะลืมเรื่องนี้ไป”
“เช่นนั้นฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งเป็นสนมขั้นไหนดีพะยะค่ะ?”
“ให้เขาเป็นเฟย”
“เฟย!? ฝ่าบาทนี่-นี่มันไม่ถูกต้องนะพะยะค่ะ”
“เจ้าจะขัดราชโองการหรือ?”
“พะยะค่ะ! กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
คนน่าสนใจเช่นนี้ควรจะให้อยู่ใกล้ตัวให้มากหน่อย
คงน่าสนใจทีเดียว
“เหมือนเราจะลืมเรื่องนี้ไป”
“เช่นนั้นฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งเป็นสนมขั้นไหนดีพะยะค่ะ?”
“ให้เขาเป็นเฟย”
“เฟย!? ฝ่าบาทนี่-นี่มันไม่ถูกต้องนะพะยะค่ะ”
“เจ้าจะขัดราชโองการหรือ?”
“พะยะค่ะ! กระหม่อมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”
คนน่าสนใจเช่นนี้ควรจะให้อยู่ใกล้ตัวให้มากหน่อย
คงน่าสนใจทีเดียว
“กระหม่อมโง่เขลา องค์ชายตูหวานิสัยโผงผาง รักสนุก ชอบขี่ม้ายิงธนู ทั้งยังชอบการต่อสู้ยิ่งพะยะค่ะ ”
“เขาพักอยู่ที่ไหน?”
“ฝ่าบาทจะเสด็จหรือพะยะค่ะ?”
“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้”
“พะยะค่ะ องค์ชายตูหวาพำนักที่ตำหนักจิ้งอัน”
“ฮ่าๆ เราเกรงว่าไม่นานมันคงถล่มลงมาแล้ว”
+
“กระหม่อมโง่เขลา องค์ชายตูหวานิสัยโผงผาง รักสนุก ชอบขี่ม้ายิงธนู ทั้งยังชอบการต่อสู้ยิ่งพะยะค่ะ ”
“เขาพักอยู่ที่ไหน?”
“ฝ่าบาทจะเสด็จหรือพะยะค่ะ?”
“ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้”
“พะยะค่ะ องค์ชายตูหวาพำนักที่ตำหนักจิ้งอัน”
“ฮ่าๆ เราเกรงว่าไม่นานมันคงถล่มลงมาแล้ว”
+
“เหริ่นลู่ คนเมื่อสักครู่นั้นเป็นใครกัน”
“กราบทูลฝ่าบาท นั่นคือองค์ชายสามแห่งเผ่าตูหวาพะยะค่ะ”
“เท่านี้เองหรือ?”
“ฝ่าบาททรงสนพระทัยหรือพะยะค่ะ?”
+
“เหริ่นลู่ คนเมื่อสักครู่นั้นเป็นใครกัน”
“กราบทูลฝ่าบาท นั่นคือองค์ชายสามแห่งเผ่าตูหวาพะยะค่ะ”
“เท่านี้เองหรือ?”
“ฝ่าบาททรงสนพระทัยหรือพะยะค่ะ?”
+
สหาย???
นี่พวกเราเป็นสหายกันตอนไหน???
“นายน้อยอย่าเสียมารยาท! ขอประทานอภัยฝ่าบาทพะยะค่ะ!”
“ปล่อยข้าสิ! ปล่อย! ข้ายังคุยกับเขาไม่จบเลยนะ!”
+
สหาย???
นี่พวกเราเป็นสหายกันตอนไหน???
“นายน้อยอย่าเสียมารยาท! ขอประทานอภัยฝ่าบาทพะยะค่ะ!”
“ปล่อยข้าสิ! ปล่อย! ข้ายังคุยกับเขาไม่จบเลยนะ!”
+
“น่าเกรงขามจริง ๆ ! เจ้าคือฝ่าบาทคนนั้นที่ออกรบใช่หรือไม่?”
หา? นี่มันอะไรกัน
หัวเขายามนี้ราวถูกเขย่าแรงๆหลายทีจนน้ำในสมองม้วนเป็นเกลียวไปเสียแล้ว ได้มองตาปริบ ๆ อ้าปากค้างเพราะพูดไม่ทันจบ
“อ่า..ใช่ ข้าเคยไปรบกับตูหวาเมื่อปี—”
“ข้าจำได้!”
ต้องยินดีด้วยที่อีกฝ่ายจำได้ แต่เขานี่สิแทบไม่เหลืออะไรในหัวแล้ว ยิ่งถูกรั้งไปกอดคอเสียสนิทสนมยิ่งงุนงง
+
“น่าเกรงขามจริง ๆ ! เจ้าคือฝ่าบาทคนนั้นที่ออกรบใช่หรือไม่?”
หา? นี่มันอะไรกัน
หัวเขายามนี้ราวถูกเขย่าแรงๆหลายทีจนน้ำในสมองม้วนเป็นเกลียวไปเสียแล้ว ได้มองตาปริบ ๆ อ้าปากค้างเพราะพูดไม่ทันจบ
“อ่า..ใช่ ข้าเคยไปรบกับตูหวาเมื่อปี—”
“ข้าจำได้!”
ต้องยินดีด้วยที่อีกฝ่ายจำได้ แต่เขานี่สิแทบไม่เหลืออะไรในหัวแล้ว ยิ่งถูกรั้งไปกอดคอเสียสนิทสนมยิ่งงุนงง
+
“คุ้มกันฝ่าบาท! ”
“ไม่ต้องแล้ว! หุบปากให้หมด!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นพาให้ทุกคนปิดปากฉับรีบคุกเข่าตัวสั่นบนพื้น แต่เหมือนผู้ที่มาประจันหน้าจะนิ่งค้างไปแล้ว
คงเผลอดุเกินไปสินะ
+
“คุ้มกันฝ่าบาท! ”
“ไม่ต้องแล้ว! หุบปากให้หมด!”
น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นพาให้ทุกคนปิดปากฉับรีบคุกเข่าตัวสั่นบนพื้น แต่เหมือนผู้ที่มาประจันหน้าจะนิ่งค้างไปแล้ว
คงเผลอดุเกินไปสินะ
+
“บังอาจ! พบฝ่าบาทแล้วยังไม่คุกเข่าอีก!”
“ข้าไม่คุกเข่า ลูกผู้ชายเช่นข้าจะไม่คุกเข่าให้คนอ่อนแอบนเกี้ยวนั่นเด็ดขาด”
คนอ่อนแอ?
นี่เขากลายเป็นคนอ่อนแอไปแล้วหรือ ชีวิตฮ่องเต้ทำไมถึงได้บัดซบถึงขนาดนี้นะ
“นี่เจ้า!”
“ช่างเถอะ ๆ อย่าไปเอาความอะไรเลย เราปวดหัวจะแย่”
“ใช่แล้วๆ! ไปตามหมอหลวงมา ฝ่าบาททรงบาดเจ็บ!”
+
“บังอาจ! พบฝ่าบาทแล้วยังไม่คุกเข่าอีก!”
“ข้าไม่คุกเข่า ลูกผู้ชายเช่นข้าจะไม่คุกเข่าให้คนอ่อนแอบนเกี้ยวนั่นเด็ดขาด”
คนอ่อนแอ?
นี่เขากลายเป็นคนอ่อนแอไปแล้วหรือ ชีวิตฮ่องเต้ทำไมถึงได้บัดซบถึงขนาดนี้นะ
“นี่เจ้า!”
“ช่างเถอะ ๆ อย่าไปเอาความอะไรเลย เราปวดหัวจะแย่”
“ใช่แล้วๆ! ไปตามหมอหลวงมา ฝ่าบาททรงบาดเจ็บ!”
+
“บังอาจ!พวกเจ้าทุกคนหยุดให้หมด!”
เสียงตวาดแหวแหลมสูงยิ่งทำเอาปวดหัวไม่เบา แต่ก็คงช่วยควบคุมความวุ่นวายได้สักครู่
ทุกคนเมื่อเห็นว่าใครมาเยือนก็ล้วนหน้าซีดเผือดไม่มีสีอื่นปะปน จะมีแต่เพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไร
+
“บังอาจ!พวกเจ้าทุกคนหยุดให้หมด!”
เสียงตวาดแหวแหลมสูงยิ่งทำเอาปวดหัวไม่เบา แต่ก็คงช่วยควบคุมความวุ่นวายได้สักครู่
ทุกคนเมื่อเห็นว่าใครมาเยือนก็ล้วนหน้าซีดเผือดไม่มีสีอื่นปะปน จะมีแต่เพียงคนคนเดียวเท่านั้นที่ดูไม่รู้สึกรู้สาอะไร
+
“โอ้ย-!”
“ ฝ่าบาท! มีคนลอบทำร้ายฝ่าบาท!ลดเกี้ยวลง ๆ ลดเกี้ยวลงเดี๋ยวนี้! ”
นี่ขนาดนั่งบนเกี้ยวมีคนหามดี ๆ กลางวันแสก ๆ ก็ยังโชคร้าย
“นายน้อยวิ่งช้าหน่อยพะยะค่ะ!”
“จับเขากลับมาให้ได้!”
“ข้าไม่ฝึก! ข้าจะไปขี่ม้า!”
+
“โอ้ย-!”
“ ฝ่าบาท! มีคนลอบทำร้ายฝ่าบาท!ลดเกี้ยวลง ๆ ลดเกี้ยวลงเดี๋ยวนี้! ”
นี่ขนาดนั่งบนเกี้ยวมีคนหามดี ๆ กลางวันแสก ๆ ก็ยังโชคร้าย
“นายน้อยวิ่งช้าหน่อยพะยะค่ะ!”
“จับเขากลับมาให้ได้!”
“ข้าไม่ฝึก! ข้าจะไปขี่ม้า!”
+
สนมแต่ละคนรับมือยากเสียยิ่งกว่าเหล่าขุนนางเสียอีก
บ้างพูดเจื้อยแจ้วไม่เว้นว่างจนระคายหู บ้างตัวสั่นขวัญอ่อนยามพบหน้า ทำราวกับเขาเป็นเสือที่ดุร้ายอย่างนั้นล่ะ
+
สนมแต่ละคนรับมือยากเสียยิ่งกว่าเหล่าขุนนางเสียอีก
บ้างพูดเจื้อยแจ้วไม่เว้นว่างจนระคายหู บ้างตัวสั่นขวัญอ่อนยามพบหน้า ทำราวกับเขาเป็นเสือที่ดุร้ายอย่างนั้นล่ะ
+
แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อนางจัดการได้ เขาก็ขอเกียจคร้านอ่านฎีกาในท้องพระโรงต่อไปเสียดีกว่า
“ฝ่าบาท จะเสด็จวังหลังหรือไม่พะยะค่ะ?”
“เรายังต้องตรวจฎีกาอีกมาก”
“แต่ฝ่าบาท..ไทเฮาทรงส่งกูกูมาสอบถามแล้วนะพะยะค่ะ”
“เฮ้อ..”
และนี่ก็เป็นอีกปัญหาที่จัดการไม่ได้
+
แต่แล้วอย่างไร ในเมื่อนางจัดการได้ เขาก็ขอเกียจคร้านอ่านฎีกาในท้องพระโรงต่อไปเสียดีกว่า
“ฝ่าบาท จะเสด็จวังหลังหรือไม่พะยะค่ะ?”
“เรายังต้องตรวจฎีกาอีกมาก”
“แต่ฝ่าบาท..ไทเฮาทรงส่งกูกูมาสอบถามแล้วนะพะยะค่ะ”
“เฮ้อ..”
และนี่ก็เป็นอีกปัญหาที่จัดการไม่ได้
+
หากโอรสสวรรค์ผู้นี้ผันตัวเป็นนักพนันคงจะเป็นนักพนันที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน
การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าตูหวาได้เกิดขึ้นแล้ว
“ฝ่าบาท องค์ชายสามจากเผ่าตูหวาเดินทางมาถึงแล้ว จะจัดแจงเช่นไรพะยะค่ะ”
ขันทีเฒ่าข้างกายซึ่งรับใช้มานานปีเอ่ยถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“ให้ฮองเฮาจัดแจงตามสมควร”
+
หากโอรสสวรรค์ผู้นี้ผันตัวเป็นนักพนันคงจะเป็นนักพนันที่เก่งกาจที่สุดในแผ่นดิน
การแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าตูหวาได้เกิดขึ้นแล้ว
“ฝ่าบาท องค์ชายสามจากเผ่าตูหวาเดินทางมาถึงแล้ว จะจัดแจงเช่นไรพะยะค่ะ”
ขันทีเฒ่าข้างกายซึ่งรับใช้มานานปีเอ่ยถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“ให้ฮองเฮาจัดแจงตามสมควร”
+
“ซานจื่อ?”
“ถูกแล้วพะยะค่ะ เราจะส่งองค์ชายสามมาแต่งงานกับพระองค์ แต่ขอให้ช่วยสนับสนุนเสบียงในการบุกตีเผ่าอื่น ๆ ด้วย”
“ท่านไม่คิดว่ามากไปหรือ?”
“แลกกับการภักดีและกองกำลังที่เข้มแข็ง ไม่มากไปแน่นอนพะยะค่ะ”
+
“ซานจื่อ?”
“ถูกแล้วพะยะค่ะ เราจะส่งองค์ชายสามมาแต่งงานกับพระองค์ แต่ขอให้ช่วยสนับสนุนเสบียงในการบุกตีเผ่าอื่น ๆ ด้วย”
“ท่านไม่คิดว่ามากไปหรือ?”
“แลกกับการภักดีและกองกำลังที่เข้มแข็ง ไม่มากไปแน่นอนพะยะค่ะ”
+
กล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดเลยถูกตาต้องใจฮ่องเต้หนุ่ม มีแต่จำใจต้องเลือกไว้จัดแจงแบ่งอำนาจให้ทัดเทียม ทั้งเพื่อทายาทแห่งราชวงศ์
เขาหวังว่าความน่าเบื่อหน่ายนี้จะสิ้นสุดลงเสียที..
“ฝ่าบาท ข่านตูหวาให้คนส่งทูตมาเจรจาพะยะค่ะ”
“เรารู้แล้ว ฝากกำชับฮองเฮาให้คัดเลือกด้วย”
“พะยะค่ะ”
+
กล่าวได้ว่าไม่มีผู้ใดเลยถูกตาต้องใจฮ่องเต้หนุ่ม มีแต่จำใจต้องเลือกไว้จัดแจงแบ่งอำนาจให้ทัดเทียม ทั้งเพื่อทายาทแห่งราชวงศ์
เขาหวังว่าความน่าเบื่อหน่ายนี้จะสิ้นสุดลงเสียที..
“ฝ่าบาท ข่านตูหวาให้คนส่งทูตมาเจรจาพะยะค่ะ”
“เรารู้แล้ว ฝากกำชับฮองเฮาให้คัดเลือกด้วย”
“พะยะค่ะ”
+
นั่นปะไร , เสด็จแม่ไทเฮาก็มาบีบคั้นให้รับสนมเพิ่มขึ้นอีก ทำเอาลำบากไม่น้อยทีเดียว
ย่อมเป็นธรรมดาที่ฮ่องเต้เช่นเขาจะต้องมีสนมมากมายนั่นก็เป็นไปเพื่อการสืบทายาท เขามีฮองเฮาอยู่แล้วคนหนึ่ง พวกเราล้วนแต่งงานกันด้วยความจำเป็น หากไม่ใช่เพราะวังวนอำนาจนางคงไม่ตกที่นั่งลำบาก
+
นั่นปะไร , เสด็จแม่ไทเฮาก็มาบีบคั้นให้รับสนมเพิ่มขึ้นอีก ทำเอาลำบากไม่น้อยทีเดียว
ย่อมเป็นธรรมดาที่ฮ่องเต้เช่นเขาจะต้องมีสนมมากมายนั่นก็เป็นไปเพื่อการสืบทายาท เขามีฮองเฮาอยู่แล้วคนหนึ่ง พวกเราล้วนแต่งงานกันด้วยความจำเป็น หากไม่ใช่เพราะวังวนอำนาจนางคงไม่ตกที่นั่งลำบาก
+
องค์ชายเจ็ด จิงเหยี่ยน ได้รับสถาปนาเป็นตวนชินอ๋องพร้อมกับชายาของเขา สกุลหนิ่วฮู่ลู่
องค์ชายสิบห้า จิงอิง ได้รับสถาปนาเป็นเหยาจวิ้นอ๋องพระราชทานสมรสกับบุตรราชครูเซวียนหมิงเพื่อคานอำนาจราชสำนักให้มั่นคง มิวายต้องมีชะตากรรมเดียวกัน
+
องค์ชายเจ็ด จิงเหยี่ยน ได้รับสถาปนาเป็นตวนชินอ๋องพร้อมกับชายาของเขา สกุลหนิ่วฮู่ลู่
องค์ชายสิบห้า จิงอิง ได้รับสถาปนาเป็นเหยาจวิ้นอ๋องพระราชทานสมรสกับบุตรราชครูเซวียนหมิงเพื่อคานอำนาจราชสำนักให้มั่นคง มิวายต้องมีชะตากรรมเดียวกัน
+