(สะดวกแอคทีฟหลังเที่ยงคืน)
“ต้องใช้เวลาอีกมากแน่ ๆ กว่าจะชินกับสิ่งเหล่านี้“
”ฉันหวังว่าจะไม่ทำให้คุณลำบากใจที่พบเห็นนะคะ“
“ต้องใช้เวลาอีกมากแน่ ๆ กว่าจะชินกับสิ่งเหล่านี้“
”ฉันหวังว่าจะไม่ทำให้คุณลำบากใจที่พบเห็นนะคะ“
ไม่สามารถละสายตาจากคนตรงหน้าได้ เธอคงต้องเรียนรู้อีกมาก อย่างน้อยก็วิธีจัดการกับรองเท้าที่สมควรกว่านี้
เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายกล่าวถึง ทำได้เพียงยิ้มกลบความเขินอายและใบหูขึ้นสีจาง ๆ
“งั้น ฉันขอเสียมารยาทนะคะ“
เท้าเปล่าวาดไปด้านหลังเพื่อถอนสายบัว
(+)
ไม่สามารถละสายตาจากคนตรงหน้าได้ เธอคงต้องเรียนรู้อีกมาก อย่างน้อยก็วิธีจัดการกับรองเท้าที่สมควรกว่านี้
เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายกล่าวถึง ทำได้เพียงยิ้มกลบความเขินอายและใบหูขึ้นสีจาง ๆ
“งั้น ฉันขอเสียมารยาทนะคะ“
เท้าเปล่าวาดไปด้านหลังเพื่อถอนสายบัว
(+)
….
ฟอร์ซียืนนิ่งไปพักหนึ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินลับไปกับผู้คน
เธอคลายผมที่ตั้งใจทำด้วยตัวเองตลอดช่วงเย็น ถอดริบบินสีเดียวกับแววตาของตน วางลงในแก้วทรงสวยจับแสงจันทร์อยู่บนราวระเบียง
คุณเองก็เป็นผู้ชายไร้มารยาทที่สุดที่เคยพบเหมือนกัน
(ไม่อยู่ให้เอาคืนเลย 🧍🏻)
….
ฟอร์ซียืนนิ่งไปพักหนึ่ง ปล่อยให้อีกฝ่ายเดินลับไปกับผู้คน
เธอคลายผมที่ตั้งใจทำด้วยตัวเองตลอดช่วงเย็น ถอดริบบินสีเดียวกับแววตาของตน วางลงในแก้วทรงสวยจับแสงจันทร์อยู่บนราวระเบียง
คุณเองก็เป็นผู้ชายไร้มารยาทที่สุดที่เคยพบเหมือนกัน
(ไม่อยู่ให้เอาคืนเลย 🧍🏻)
ไม่ลืมส่งยิ้มละไมหลังสิ้นคำ
เธอไม่ใช่ประเภทชอบเสวนากับคนพูดจาร้ายกาจเสียด้วย
ไม่ลืมส่งยิ้มละไมหลังสิ้นคำ
เธอไม่ใช่ประเภทชอบเสวนากับคนพูดจาร้ายกาจเสียด้วย
“นอกจากห่วงใยกันยังรู้จักเยินยอสุภาพสตรีที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก”
“จิตใจดีจริง ๆ เลยนะคะ”
ยกมือขึ้นป้องปากพลางหัวเราะในลำคอเหมือนได้พูดเรื่องตลกออกมา
“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลไป“ เท้าเปลือยเปล่าก้าวเข้าใกล้คนตรงหน้า พอให้ประโยคต่อไปนี้ได้ยินเพียงสองคน
(+)
“นอกจากห่วงใยกันยังรู้จักเยินยอสุภาพสตรีที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก”
“จิตใจดีจริง ๆ เลยนะคะ”
ยกมือขึ้นป้องปากพลางหัวเราะในลำคอเหมือนได้พูดเรื่องตลกออกมา
“คุณไม่จำเป็นต้องกังวลไป“ เท้าเปลือยเปล่าก้าวเข้าใกล้คนตรงหน้า พอให้ประโยคต่อไปนี้ได้ยินเพียงสองคน
(+)
”อะ สวัสดีจ้ะ“
เด็กผู้หญิงคุ้นหน้าทำเอาดีใจไม่น้อยที่เข้ามาทักทายกันก่อน
“คุณ เอ่อ เราอยู่ปีเดียวกันใช่มั้ยคะ ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นคุณตอนเดินชมอคาเดมีเมื่อเช้านี้”
สรรพนามเอย คำลงท้ายเอย ตีกันยุ่งไปหมด แม้จะประหม่าแต่ยังต่อบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
”อะ สวัสดีจ้ะ“
เด็กผู้หญิงคุ้นหน้าทำเอาดีใจไม่น้อยที่เข้ามาทักทายกันก่อน
“คุณ เอ่อ เราอยู่ปีเดียวกันใช่มั้ยคะ ฉันรู้สึกเหมือนเคยเห็นคุณตอนเดินชมอคาเดมีเมื่อเช้านี้”
สรรพนามเอย คำลงท้ายเอย ตีกันยุ่งไปหมด แม้จะประหม่าแต่ยังต่อบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
ฟอร์ซีปรายตามอง ก่อนหันมาพร้อมน้ำเสียงระรื่นและรอยยิ้มแบบเดียวกับอีกฝ่ายมอบให้
"ฉันแค่ยังไม่ชินกับมัน อาจต้องใช้เวลาเสียหน่อย"
"ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะคะ"
ท่าทีอ่อนหวานไปด้วยกันกับชุดในคืนนี้ แม้ยังมีสิ่งแคลงใจอยู่ อะไรดลใจคนที่ถูกรายล้อมกลางงานเลี้ยงเข้ามาทักทายเธอเวลานี้
ฟอร์ซีปรายตามอง ก่อนหันมาพร้อมน้ำเสียงระรื่นและรอยยิ้มแบบเดียวกับอีกฝ่ายมอบให้
"ฉันแค่ยังไม่ชินกับมัน อาจต้องใช้เวลาเสียหน่อย"
"ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะคะ"
ท่าทีอ่อนหวานไปด้วยกันกับชุดในคืนนี้ แม้ยังมีสิ่งแคลงใจอยู่ อะไรดลใจคนที่ถูกรายล้อมกลางงานเลี้ยงเข้ามาทักทายเธอเวลานี้
ความประหลาดใจถูกซ่อนไว้ เหลือเพียงรอยยิ้มวาดอย่างถนอมแก่เจ้าของเสียงชวนให้เหลียวยังทางที่ดนตรีล่องมา เธอหัวเราะน้อย ๆ
“แบบนั้นคงน่าเสียดายแย่ค่ะ”
“ฉันอยากให้เวลากับท้องฟ้าในคืนนี้มากขึ้นเท่านั้น”
เสียงหวานกลบภายในใจที่หลุบลงเมื่อสบใบหน้าคู่สนทนา สุภาพสตรีท่านนี้ดึงดูดสายตาเธอตั้งแต่งานเลี้ยงเริ่มต้น
“คุณผู้หญิงล่ะคะ เหนื่อยกับเสียงเพลงแล้วเหรอ“
ความประหลาดใจถูกซ่อนไว้ เหลือเพียงรอยยิ้มวาดอย่างถนอมแก่เจ้าของเสียงชวนให้เหลียวยังทางที่ดนตรีล่องมา เธอหัวเราะน้อย ๆ
“แบบนั้นคงน่าเสียดายแย่ค่ะ”
“ฉันอยากให้เวลากับท้องฟ้าในคืนนี้มากขึ้นเท่านั้น”
เสียงหวานกลบภายในใจที่หลุบลงเมื่อสบใบหน้าคู่สนทนา สุภาพสตรีท่านนี้ดึงดูดสายตาเธอตั้งแต่งานเลี้ยงเริ่มต้น
“คุณผู้หญิงล่ะคะ เหนื่อยกับเสียงเพลงแล้วเหรอ“